top of page

HIV ไม่ใช่โรคเดียวที่ต้องระวัง เมื่อซิฟิลิส และหนองในกำลังเพิ่ม

Updated: Mar 15

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ข่าวดีที่วงการสาธารณสุขทั่วโลกพูดถึงกันมากคือ จำนวนผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่มีแนวโน้มลดลง สะท้อนความสำเร็จของการรณรงค์ การเข้าถึงการตรวจเลือด การใช้ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ (PrEP) รวมถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น


อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข่าวดีนี้ กลับมีอีกหนึ่งสัญญาณที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกำลังกังวล นั่นคือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น เช่น ซิฟิลิส และหนองใน กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย


สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า HIV ไม่ใช่โรคเดียวที่ต้องระวังในเรื่องเพศสัมพันธ์ เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) ยังมีอีกหลายชนิดที่สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการตรวจ และรักษาอย่างถูกต้อง

ภาพแสดงเชื้อไวรัส HIV พร้อมเชื้อแบคทีเรียซิฟิลิสและหนองใน สื่อถึงสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน
HIV ไม่ใช่โรคเดียวที่ต้องระวัง เมื่อซิฟิลิส และหนองในกำลังเพิ่ม

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คืออะไร?

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) คือโรคที่สามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็น

  • การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด

  • การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

  • การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก

  • การสัมผัสสารคัดหลั่งหรือแผลติดเชื้อ

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • HIV

  • ซิฟิลิส

  • หนองใน

  • หนองในเทียม

  • เริมที่อวัยวะเพศ

  • HPV

  • ไวรัสตับอักเสบบี

ในอดีต HIV มักถูกมองว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่น่ากลัวที่สุด แต่ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้ผู้ติดเชื้อ HIV สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และสามารถควบคุมไวรัสได้ด้วยยา แต่ในขณะเดียวกัน โรคอื่น ๆ อย่าง ซิฟิลิส และหนองในกลับเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล


ทำไม HIV ลดลง แต่ซิฟิลิส และหนองในเพิ่มขึ้น

มีหลายปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้น

  • การใช้ยา PrEP ทำให้ความกลัว HIV ลดลง หนึ่งในนวัตกรรมสำคัญของการป้องกัน HIV คือ PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) PrEP คือยาที่ใช้รับประทานก่อนมีความเสี่ยง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมากหากใช้ถูกวิธี เมื่อผู้คนมีทางเลือกในการป้องกัน HIV มากขึ้น ทำให้บางคน ลดการใช้ถุงยางอนามัย รู้สึกปลอดภัยจาก HIV แต่ต้องเข้าใจว่า PrEP ป้องกันได้เฉพาะ HIV เท่านั้น ไม่สามารถป้องกัน

    • ซิฟิลิส

    • หนองใน

    • หนองในเทียม

    • เริม

    • จึงทำให้โรคอื่นมีโอกาสเพิ่มขึ้น

  • การใช้ถุงยางอนามัยลดลง ถุงยางอนามัยยังคงเป็น วิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุด เพราะสามารถป้องกันได้หลายโรคพร้อมกัน แต่จากการสำรวจในหลายประเทศพบว่า การใช้ถุงยางอนามัยมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้

    • PrEP

    • ยาต้านไวรัส HIV

    • เมื่อคนรู้สึกว่า HIV ไม่ใช่ภัยร้ายแรงเหมือนในอดีต พฤติกรรมการป้องกันก็เปลี่ยนไป

  • การพบคู่นอนง่ายขึ้นในยุคแอปพลิเคชัน ยุคดิจิทัลทำให้การพบปะผู้คนใหม่ ๆ เป็นเรื่องง่ายผ่านแอปหาคู่ เช่น

    • แอปเดต

    • แอปหาคู่

    • แอปสำหรับชุมชน LGBTQ+

    • การพบคู่นอนใหม่ได้ง่ายขึ้น อาจทำให้

      • จำนวนคู่นอนเพิ่มขึ้น

      • การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยขึ้น

      • ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แพร่กระจายได้เร็วขึ้น

  • ซิฟิลิสบางระยะไม่มีอาการ หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ซิฟิลิสเพิ่มขึ้นคือ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่รู้ว่าตัวเองติดโรค เพราะในบางระยะของโรค

    • ไม่มีอาการ

    • อาการหายไปเองชั่วคราว

    • แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย และสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้

  • หนองในเริ่มมีปัญหาดื้อยา อีกปัญหาที่ทำให้หนองในน่ากังวลมากขึ้นคือ เชื้อหนองในบางสายพันธุ์เริ่มดื้อยาปฏิชีวนะ องค์การอนามัยโลกเตือนว่า หนองในเป็นหนึ่งในโรคที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิด superbug หรือเชื้อดื้อยาที่รักษายาก

ภาพเปรียบเทียบแนวโน้มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แสดง HIV ลดลง แต่ซิฟิลิสและหนองในเพิ่มขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ทำไม HIV รายใหม่ลดลง แต่โรคซิฟิลิส และโรคหนองในพุ่งกว่า 2 เท่าใน 5 ปี

ทำไม HIV รายใหม่ลดลง แต่โรคซิฟิลิส และโรคหนองในพุ่งกว่า 2 เท่าใน 5 ปี

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเริ่มเห็น แนวโน้มผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ลดลง ซึ่งถือเป็นความสำเร็จสำคัญของระบบสาธารณสุข จากการรณรงค์ป้องกัน การเข้าถึงการตรวจเลือด และการใช้ยาป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกันกลับพบว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น โดยเฉพาะซิฟิลิส และหนองใน มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมทางเพศ และการป้องกันโรคในสังคมกำลังเปลี่ยนแปลง


ด้านล่างคือปัจจัยสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้


ความสำเร็จของการป้องกันเอชไอวีในยุคใหม่

การป้องกัน HIV ในปัจจุบันมีเครื่องมือที่หลากหลาย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้ ปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดการติดเชื้อ HIV ได้แก่

  • การรณรงค์ตรวจ HIV มากขึ้น

  • การเข้าถึงยาต้านไวรัส (ARV) ที่มีประสิทธิภาพ

  • แนวคิด U=U (Undetectable = Untransmittable) ที่ช่วยลดการแพร่เชื้อ

  • การให้ความรู้เรื่องเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย

  • การเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศได้ง่ายขึ้น

ความก้าวหน้าเหล่านี้ช่วยให้ HIV จากโรคร้ายแรงในอดีต กลายเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถควบคุมได้


การเข้าถึงยา PrEP ทำให้ความเสี่ยง HIV ลดลง

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการป้องกัน HIV คือ ยา PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) ซึ่งใช้รับประทานก่อนมีความเสี่ยงเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ข้อดีของ PrEP ได้แก่

  • ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ HIV ได้สูงมากเมื่อใช้ถูกต้อง

  • เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง

  • ช่วยลดการแพร่ระบาดของ HIV ในชุมชน

อย่างไรก็ตาม PrEP มีข้อจำกัดสำคัญคือ

  • ป้องกันได้เฉพาะ HIV เท่านั้น

  • ไม่สามารถป้องกัน ซิฟิลิส หนองใน หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น

จึงทำให้โรคเหล่านี้ยังคงแพร่กระจายได้


การใช้ถุงยางอนามัยลดลง

ถุงยางอนามัยยังคงเป็นวิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุด เพราะสามารถลดความเสี่ยงได้หลายโรคพร้อมกัน แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีรายงานว่าการใช้ถุงยางอนามัยในบางกลุ่มลดลง เนื่องจาก

  • ความมั่นใจในการใช้ PrEP

  • ความเข้าใจว่า HIV สามารถรักษาได้

  • ความรู้สึกว่าความเสี่ยงลดลง

  • การขาดความตระหนักเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น

เมื่อการใช้ถุงยางลดลง โรคที่แพร่ผ่านการสัมผัสโดยตรง เช่น ซิฟิลิส และหนองใน จึงมีโอกาสเพิ่มขึ้น


พฤติกรรมทางเพศในยุคดิจิทัลเปลี่ยนไป

เทคโนโลยี และแอปพลิเคชันหาคู่ทำให้การพบปะผู้คนใหม่ ๆ เป็นเรื่องง่าย และรวดเร็ว

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการแพร่กระจายของโรค ได้แก่

  • การพบคู่นอนใหม่ได้ง่ายผ่านแอป

  • จำนวนคู่นอนเพิ่มขึ้น

  • การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยขึ้น

  • การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่วางแผน

พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถแพร่กระจายได้เร็วขึ้นในสังคม


โรคซิฟิลิสเป็นโรคที่อาจไม่มีอาการในระยะแรก

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ซิฟิลิสเพิ่มขึ้นคือ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่รู้ว่าตัวเองติดโรค ลักษณะของซิฟิลิสที่ทำให้ตรวจพบยาก ได้แก่

  • แผลระยะแรกอาจไม่เจ็บ

  • อาการบางช่วงหายไปเอง

  • บางระยะของโรคไม่มีอาการเลย

  • ผู้ติดเชื้อยังสามารถแพร่เชื้อได้

เมื่อไม่ได้รับการตรวจ และรักษา เชื้อจึงสามารถแพร่กระจายต่อไปได้


โรคหนองในกำลังเผชิญปัญหาเชื้อดื้อยา

อีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้โรคหนองในน่ากังวลมากขึ้นคือ การดื้อยาปฏิชีวนะ องค์การอนามัยโลกเตือนว่าเชื้อหนองในบางสายพันธุ์เริ่มดื้อยาหลายชนิด ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ได้แก่

  • การรักษาใช้เวลานานขึ้น

  • ยาที่ใช้รักษามีทางเลือกน้อยลง

  • การแพร่กระจายของเชื้อในชุมชนเพิ่มขึ้น

หากไม่มีการควบคุมอย่างเหมาะสม โรคหนองในอาจกลายเป็นหนึ่งในโรคที่รักษายากในอนาคต


การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังไม่ทั่วถึง

แม้การตรวจ HIV จะได้รับการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง แต่การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ยังไม่แพร่หลายเท่าที่ควร ปัญหาที่พบ ได้แก่

  • คนจำนวนมากตรวจเฉพาะ HIV

  • ไม่รู้ว่าควรตรวจซิฟิลิสหรือหนองใน

  • บางคนไม่มีอาการจึงไม่ไปตรวจ

  • ความอายหรือความกลัวในการตรวจ

ผลคือผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งยังคงอยู่ในชุมชนโดยไม่รู้ตัว


ความเข้าใจผิดว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีเพียง HIV

ในอดีต HIV ถูกมองว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุด ทำให้การรณรงค์ส่วนใหญ่เน้นไปที่ HIV แต่ความจริงแล้ว โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังมีอีกหลายชนิดที่สำคัญ เช่น

  • ซิฟิลิส

  • หนองใน

  • หนองในเทียม

  • เริม

  • HPV

  • ไวรัสตับอักเสบ

การให้ความสำคัญเฉพาะ HIV อาจทำให้โรคอื่นถูกมองข้าม


ดังนั้น แม้ HIV จะมีแนวโน้มลดลง แต่สถานการณ์ของซิฟิลิส และหนองในที่เพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณเตือนว่า การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่สังคมต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง


ทำไมการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องสำคัญ

หนึ่งในปัญหาหลักของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ หลายโรคไม่มีอาการ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการรู้สถานะสุขภาพของตนเองคือ การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ

การตรวจอาจรวมถึง

  • ตรวจ HIV

  • ตรวจซิฟิลิส

  • ตรวจหนองใน

  • ตรวจหนองในเทียม

  • ตรวจไวรัสตับอักเสบ

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แนะนำให้ตรวจทุก3–6 เดือน


การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุด

แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้า แต่การป้องกันยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แนวคิดที่ใช้ในปัจจุบันคือ Combination Prevention หรือการป้องกันหลายวิธีร่วมกัน เช่น

  • ใช้ถุงยางอนามัย

  • ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นประจำ

  • ใช้ PrEP เพื่อป้องกัน HIV

  • ลดจำนวนคู่นอน

  • พูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศกับคู่ของตน


แม้แนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่จะลดลง ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จที่สำคัญของระบบสาธารณสุขในการป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาด แต่ในขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของโรคซิฟิลิส และโรคหนองในกำลังเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า HIV ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพียงชนิดเดียวที่ต้องเฝ้าระวัง


การดูแลสุขภาพทางเพศจึงไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะการป้องกัน HIV เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ด้วย การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย การตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ และการมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จะช่วยให้เราสามารถปกป้องทั้งตัวเองและคนรอบข้างจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้


ในโลกยุคปัจจุบันที่พฤติกรรมทางเพศและรูปแบบการพบปะผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความรู้ ความตระหนัก และการป้องกันอย่างเหมาะสม จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพทางเพศที่ดีและปลอดภัยในระยะยาว


เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Sexually transmitted infections (STIs): Key facts and global situation. ให้ข้อมูลสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั่วโลกและจำนวนผู้ติดเชื้อในแต่ละปี. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/sexually-transmitted-infections-%28stis%29

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Sexually Transmitted Infections Surveillance Report. รายงานสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส หนองใน และหนองในเทียม. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/sti-statistics/annual/summary.html

  • World Health Organization (WHO). Sexual and Reproductive Health: Sexually Transmitted Infections Data. ข้อมูลภาระโรค STI และผลกระทบต่อสุขภาพการเจริญพันธุ์ทั่วโลก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://platform.who.int/data/sexual-and-reproductive-health-and-rights/sexually-transmitted-infections

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) และสถานการณ์ในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th

  • สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.). ความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการป้องกันเอชไอวี. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.nhso.go.th

Comments


12 Terry Francine St.

San Francisco, CA 94158

Opening Hours

Mon - Fri

8:00 am – 8:00 pm

Saturday

9:00 am – 7:00 pm

​Sunday

9:00 am – 9:00 pm

bottom of page