HIV ไม่ใช่โรคเดียวที่ต้องระวัง เมื่อซิฟิลิส และหนองในกำลังเพิ่ม
- Siri Writer
- Mar 13
- 2 min read
Updated: Mar 15
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ข่าวดีที่วงการสาธารณสุขทั่วโลกพูดถึงกันมากคือ จำนวนผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่มีแนวโน้มลดลง สะท้อนความสำเร็จของการรณรงค์ การเข้าถึงการตรวจเลือด การใช้ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ (PrEP) รวมถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข่าวดีนี้ กลับมีอีกหนึ่งสัญญาณที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกำลังกังวล นั่นคือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น เช่น ซิฟิลิส และหนองใน กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า HIV ไม่ใช่โรคเดียวที่ต้องระวังในเรื่องเพศสัมพันธ์ เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) ยังมีอีกหลายชนิดที่สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการตรวจ และรักษาอย่างถูกต้อง

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คืออะไร?
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) คือโรคที่สามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็น
การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด
การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
การสัมผัสสารคัดหลั่งหรือแผลติดเชื้อ
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย ได้แก่
HIV
ซิฟิลิส
หนองใน
หนองในเทียม
เริมที่อวัยวะเพศ
HPV
ไวรัสตับอักเสบบี
ในอดีต HIV มักถูกมองว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่น่ากลัวที่สุด แต่ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้ผู้ติดเชื้อ HIV สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และสามารถควบคุมไวรัสได้ด้วยยา แต่ในขณะเดียวกัน โรคอื่น ๆ อย่าง ซิฟิลิส และหนองในกลับเพิ่มขึ้นอย่างน่ากังวล
ทำไม HIV ลดลง แต่ซิฟิลิส และหนองในเพิ่มขึ้น
มีหลายปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้น
การใช้ยา PrEP ทำให้ความกลัว HIV ลดลง หนึ่งในนวัตกรรมสำคัญของการป้องกัน HIV คือ PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) PrEP คือยาที่ใช้รับประทานก่อนมีความเสี่ยง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HIV ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมากหากใช้ถูกวิธี เมื่อผู้คนมีทางเลือกในการป้องกัน HIV มากขึ้น ทำให้บางคน ลดการใช้ถุงยางอนามัย รู้สึกปลอดภัยจาก HIV แต่ต้องเข้าใจว่า PrEP ป้องกันได้เฉพาะ HIV เท่านั้น ไม่สามารถป้องกัน
ซิฟิลิส
หนองใน
หนองในเทียม
เริม
จึงทำให้โรคอื่นมีโอกาสเพิ่มขึ้น
การใช้ถุงยางอนามัยลดลง ถุงยางอนามัยยังคงเป็น วิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุด เพราะสามารถป้องกันได้หลายโรคพร้อมกัน แต่จากการสำรวจในหลายประเทศพบว่า การใช้ถุงยางอนามัยมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้
PrEP
ยาต้านไวรัส HIV
เมื่อคนรู้สึกว่า HIV ไม่ใช่ภัยร้ายแรงเหมือนในอดีต พฤติกรรมการป้องกันก็เปลี่ยนไป
การพบคู่นอนง่ายขึ้นในยุคแอปพลิเคชัน ยุคดิจิทัลทำให้การพบปะผู้คนใหม่ ๆ เป็นเรื่องง่ายผ่านแอปหาคู่ เช่น
แอปเดต
แอปหาคู่
แอปสำหรับชุมชน LGBTQ+
การพบคู่นอนใหม่ได้ง่ายขึ้น อาจทำให้
จำนวนคู่นอนเพิ่มขึ้น
การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยขึ้น
ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แพร่กระจายได้เร็วขึ้น
ซิฟิลิสบางระยะไม่มีอาการ หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ซิฟิลิสเพิ่มขึ้นคือ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่รู้ว่าตัวเองติดโรค เพราะในบางระยะของโรค
ไม่มีอาการ
อาการหายไปเองชั่วคราว
แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย และสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้
หนองในเริ่มมีปัญหาดื้อยา อีกปัญหาที่ทำให้หนองในน่ากังวลมากขึ้นคือ เชื้อหนองในบางสายพันธุ์เริ่มดื้อยาปฏิชีวนะ องค์การอนามัยโลกเตือนว่า หนองในเป็นหนึ่งในโรคที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิด superbug หรือเชื้อดื้อยาที่รักษายาก

ทำไม HIV รายใหม่ลดลง แต่โรคซิฟิลิส และโรคหนองในพุ่งกว่า 2 เท่าใน 5 ปี
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเริ่มเห็น แนวโน้มผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ลดลง ซึ่งถือเป็นความสำเร็จสำคัญของระบบสาธารณสุข จากการรณรงค์ป้องกัน การเข้าถึงการตรวจเลือด และการใช้ยาป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกันกลับพบว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น โดยเฉพาะซิฟิลิส และหนองใน มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมทางเพศ และการป้องกันโรคในสังคมกำลังเปลี่ยนแปลง
ด้านล่างคือปัจจัยสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้
ความสำเร็จของการป้องกันเอชไอวีในยุคใหม่
การป้องกัน HIV ในปัจจุบันมีเครื่องมือที่หลากหลาย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้ ปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดการติดเชื้อ HIV ได้แก่
การรณรงค์ตรวจ HIV มากขึ้น
การเข้าถึงยาต้านไวรัส (ARV) ที่มีประสิทธิภาพ
แนวคิด U=U (Undetectable = Untransmittable) ที่ช่วยลดการแพร่เชื้อ
การให้ความรู้เรื่องเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย
การเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศได้ง่ายขึ้น
ความก้าวหน้าเหล่านี้ช่วยให้ HIV จากโรคร้ายแรงในอดีต กลายเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถควบคุมได้
การเข้าถึงยา PrEP ทำให้ความเสี่ยง HIV ลดลง
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการป้องกัน HIV คือ ยา PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) ซึ่งใช้รับประทานก่อนมีความเสี่ยงเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
ข้อดีของ PrEP ได้แก่
ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ HIV ได้สูงมากเมื่อใช้ถูกต้อง
เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
ช่วยลดการแพร่ระบาดของ HIV ในชุมชน
อย่างไรก็ตาม PrEP มีข้อจำกัดสำคัญคือ
ป้องกันได้เฉพาะ HIV เท่านั้น
ไม่สามารถป้องกัน ซิฟิลิส หนองใน หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น
จึงทำให้โรคเหล่านี้ยังคงแพร่กระจายได้
การใช้ถุงยางอนามัยลดลง
ถุงยางอนามัยยังคงเป็นวิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุด เพราะสามารถลดความเสี่ยงได้หลายโรคพร้อมกัน แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีรายงานว่าการใช้ถุงยางอนามัยในบางกลุ่มลดลง เนื่องจาก
ความมั่นใจในการใช้ PrEP
ความเข้าใจว่า HIV สามารถรักษาได้
ความรู้สึกว่าความเสี่ยงลดลง
การขาดความตระหนักเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น
เมื่อการใช้ถุงยางลดลง โรคที่แพร่ผ่านการสัมผัสโดยตรง เช่น ซิฟิลิส และหนองใน จึงมีโอกาสเพิ่มขึ้น
พฤติกรรมทางเพศในยุคดิจิทัลเปลี่ยนไป
เทคโนโลยี และแอปพลิเคชันหาคู่ทำให้การพบปะผู้คนใหม่ ๆ เป็นเรื่องง่าย และรวดเร็ว
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการแพร่กระจายของโรค ได้แก่
การพบคู่นอนใหม่ได้ง่ายผ่านแอป
จำนวนคู่นอนเพิ่มขึ้น
การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยขึ้น
การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่วางแผน
พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถแพร่กระจายได้เร็วขึ้นในสังคม
โรคซิฟิลิสเป็นโรคที่อาจไม่มีอาการในระยะแรก
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ซิฟิลิสเพิ่มขึ้นคือ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่รู้ว่าตัวเองติดโรค ลักษณะของซิฟิลิสที่ทำให้ตรวจพบยาก ได้แก่
แผลระยะแรกอาจไม่เจ็บ
อาการบางช่วงหายไปเอง
บางระยะของโรคไม่มีอาการเลย
ผู้ติดเชื้อยังสามารถแพร่เชื้อได้
เมื่อไม่ได้รับการตรวจ และรักษา เชื้อจึงสามารถแพร่กระจายต่อไปได้
โรคหนองในกำลังเผชิญปัญหาเชื้อดื้อยา
อีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้โรคหนองในน่ากังวลมากขึ้นคือ การดื้อยาปฏิชีวนะ องค์การอนามัยโลกเตือนว่าเชื้อหนองในบางสายพันธุ์เริ่มดื้อยาหลายชนิด ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ได้แก่
การรักษาใช้เวลานานขึ้น
ยาที่ใช้รักษามีทางเลือกน้อยลง
การแพร่กระจายของเชื้อในชุมชนเพิ่มขึ้น
หากไม่มีการควบคุมอย่างเหมาะสม โรคหนองในอาจกลายเป็นหนึ่งในโรคที่รักษายากในอนาคต
การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังไม่ทั่วถึง
แม้การตรวจ HIV จะได้รับการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง แต่การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ยังไม่แพร่หลายเท่าที่ควร ปัญหาที่พบ ได้แก่
คนจำนวนมากตรวจเฉพาะ HIV
ไม่รู้ว่าควรตรวจซิฟิลิสหรือหนองใน
บางคนไม่มีอาการจึงไม่ไปตรวจ
ความอายหรือความกลัวในการตรวจ
ผลคือผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งยังคงอยู่ในชุมชนโดยไม่รู้ตัว
ความเข้าใจผิดว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีเพียง HIV
ในอดีต HIV ถูกมองว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุด ทำให้การรณรงค์ส่วนใหญ่เน้นไปที่ HIV แต่ความจริงแล้ว โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังมีอีกหลายชนิดที่สำคัญ เช่น
ซิฟิลิส
หนองใน
หนองในเทียม
เริม
HPV
ไวรัสตับอักเสบ
การให้ความสำคัญเฉพาะ HIV อาจทำให้โรคอื่นถูกมองข้าม
ดังนั้น แม้ HIV จะมีแนวโน้มลดลง แต่สถานการณ์ของซิฟิลิส และหนองในที่เพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณเตือนว่า การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่สังคมต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง
ทำไมการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องสำคัญ
หนึ่งในปัญหาหลักของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ หลายโรคไม่มีอาการ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการรู้สถานะสุขภาพของตนเองคือ การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ
การตรวจอาจรวมถึง
ตรวจ HIV
ตรวจซิฟิลิส
ตรวจหนองใน
ตรวจหนองในเทียม
ตรวจไวรัสตับอักเสบ
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แนะนำให้ตรวจทุก3–6 เดือน
การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุด
แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้า แต่การป้องกันยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แนวคิดที่ใช้ในปัจจุบันคือ Combination Prevention หรือการป้องกันหลายวิธีร่วมกัน เช่น
ใช้ถุงยางอนามัย
ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นประจำ
ใช้ PrEP เพื่อป้องกัน HIV
ลดจำนวนคู่นอน
พูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศกับคู่ของตน
แม้แนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่จะลดลง ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จที่สำคัญของระบบสาธารณสุขในการป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาด แต่ในขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของโรคซิฟิลิส และโรคหนองในกำลังเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า HIV ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพียงชนิดเดียวที่ต้องเฝ้าระวัง
การดูแลสุขภาพทางเพศจึงไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะการป้องกัน HIV เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ด้วย การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย การตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ และการมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จะช่วยให้เราสามารถปกป้องทั้งตัวเองและคนรอบข้างจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้
ในโลกยุคปัจจุบันที่พฤติกรรมทางเพศและรูปแบบการพบปะผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความรู้ ความตระหนัก และการป้องกันอย่างเหมาะสม จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพทางเพศที่ดีและปลอดภัยในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization (WHO). Sexually transmitted infections (STIs): Key facts and global situation. ให้ข้อมูลสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั่วโลกและจำนวนผู้ติดเชื้อในแต่ละปี. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/sexually-transmitted-infections-%28stis%29
Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Sexually Transmitted Infections Surveillance Report. รายงานสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส หนองใน และหนองในเทียม. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/sti-statistics/annual/summary.html
World Health Organization (WHO). Sexual and Reproductive Health: Sexually Transmitted Infections Data. ข้อมูลภาระโรค STI และผลกระทบต่อสุขภาพการเจริญพันธุ์ทั่วโลก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://platform.who.int/data/sexual-and-reproductive-health-and-rights/sexually-transmitted-infections
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) และสถานการณ์ในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.). ความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการป้องกันเอชไอวี. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.nhso.go.th



Comments