top of page

การเตรียมใจเมื่อต้องตรวจเอชไอวีครั้งแรก

หลายคนที่กำลังจะตรวจเอชไอวี ครั้งแรก มักรู้สึกกังวล กลัว หรือวิตกว่าจะได้รับผลตรวจที่ไม่เป็นไปตามที่หวัง ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ เพราะการตรวจเอชไอวีเกี่ยวข้องกับทั้งสุขภาพ ร่างกาย และสภาพจิตใจ


อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน การติดเชื้อเอชไอวี ไม่ใช่จุดจบของชีวิตอีกต่อไป ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ ผู้ที่ติดเชื้อสามารถรับประทานยาต้านไวรัส (ART) จนมีปริมาณไวรัสต่ำจนตรวจไม่พบ (Undetectable) มีสุขภาพแข็งแรง อายุขัยใกล้เคียงคนทั่วไป และไม่แพร่เชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์เมื่อรักษาอย่างต่อเนื่อง (U=U)


ดังนั้น การตรวจเอชไอวีจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ฉะนั้นการเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ก่อนเข้ารับการตรวจเอชไอวีครั้งแรก พร้อมตอบคำถามที่หลายคนสงสัย เพื่อให้คุณก้าวผ่านความกังวลได้อย่างมั่นใจ

บุคคลกำลังเตรียมตัวเข้ารับการตรวจเอชไอวีครั้งแรก พร้อมรับคำปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์ในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวและเป็นมิตร ช่วยลดความกังวลก่อนการตรวจ
การเตรียมใจเมื่อต้องตรวจเอชไอวีครั้งแรก

ทำไมหลายคนถึงกลัวการตรวจเอชไอวีครั้งแรก

ความกลัวก่อนตรวจเอชไอวี มักเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น

  • กลัวผลตรวจเป็นบวก

  • กลัวถูกตัดสินจากคนรอบข้าง

  • กังวลเรื่องอนาคต

  • ไม่รู้ว่าขั้นตอนการตรวจเป็นอย่างไร

  • กลัวเจ็บจากการเจาะเลือด

  • กลัวข้อมูลสุขภาพรั่วไหล

  • เคยมีพฤติกรรมเสี่ยงและรู้สึกผิด

ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่สิ่งสำคัญคือ การปล่อยให้ความกลัวทำให้ไม่กล้าไปตรวจ อาจทำให้พลาดโอกาสในการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น


การตรวจเอชไอวีมีความสำคัญอย่างไร?

การรู้สถานะเอชไอวีของตนเองตั้งแต่เนิ่น ๆ มีข้อดีหลายประการ ได้แก่

  • ช่วยให้ผู้ติดเชื้อเข้าสู่การรักษาด้วยยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy: ART) ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยควบคุมปริมาณไวรัส ลดการทำลายระบบภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคแทรกซ้อน

  • หากผลตรวจเป็นลบ ผู้รับการตรวจจะได้รับคำแนะนำในการป้องกันตนเอง เช่น การใช้ถุงยางอนามัย การใช้ยาเพร็พ (PrEP) หรือการตรวจติดตามเมื่อยังอยู่ในช่วงระยะฟักตัวของเชื้อ (Window Period)

  • ช่วยลดการแพร่เชื้อสู่คู่นอนหรือผู้อื่น เพราะผู้ที่ทราบสถานะของตนเองสามารถดูแลสุขภาพและป้องกันการแพร่เชื้อได้อย่างเหมาะสม

  • ลดความวิตกกังวลจากการคาดเดา และช่วยให้สามารถวางแผนการใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น


ใครบ้างที่ควรตรวจเอชไอวี?

แม้ว่าจะไม่มีอาการ แต่ควรตรวจหาก

  • เคยมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยาง

  • ถุงยางอนามัยแตกหรือหลุด

  • มีคู่นอนหลายคน

  • มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ทราบสถานะ HIV

  • ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น

  • ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

  • ตั้งครรภ์

  • วางแผนเริ่มยา PrEP

  • มีอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

นอกจากนี้ ผู้ที่มีความเสี่ยงควรตรวจเป็นประจำทุก 3–6 เดือนตามคำแนะนำของแพทย์


การตรวจเอชไอวี คืออะไร?

การตรวจเอชไอวี (HIV Test) คือ การตรวจเพื่อค้นหาว่าร่างกายมีการติดเชื้อ ไวรัสเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus: HIV) หรือไม่ โดยอาศัยการตรวจหาตัวเชื้อ โปรตีนของเชื้อ (Antigen) หรือภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเชื้อ (Antibody) ผลการตรวจจะช่วยยืนยันสถานะการติดเชื้อ เพื่อให้สามารถวางแผนการรักษา การป้องกัน และการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม


การตรวจเอชไอวีถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการทราบสถานะการติดเชื้อ เนื่องจากในระยะแรกของการติดเชื้อ ผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่มีอาการผิดปกติ หรือมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป ทำให้ไม่สามารถวินิจฉัยได้จากอาการเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การตรวจจึงเป็นวิธีเดียวที่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่ามีการติดเชื้อหรือไม่

ภาพแสดงวิธีการตรวจเอชไอวีในปัจจุบัน ได้แก่ การเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำ การตรวจเลือดปลายนิ้ว และการใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน
ปัจจุบันมีวิธีตรวจเอชไอวีแบบใดบ้าง?

ปัจจุบันมีวิธีตรวจเอชไอวีแบบใดบ้าง?

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการตรวจเอชไอวีหลายรูปแบบ ซึ่งมีความแม่นยำสูงและเลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

  • การตรวจเลือดจากหลอดเลือดดำ (Venous Blood Test) เป็นวิธีมาตรฐานที่นิยมใช้ในสถานพยาบาลและห้องปฏิบัติการ โดยบุคลากรทางการแพทย์จะเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำบริเวณข้อพับแขน เพื่อนำไปตรวจด้วยเครื่องมือทางห้องปฏิบัติการ ข้อดีของวิธีนี้ คือ

    • มีความแม่นยำสูง

    • สามารถใช้การตรวจแบบ HIV Ag/Ab รุ่นที่ 4 ได้

    • เหมาะสำหรับการตรวจยืนยันและการประเมินเพิ่มเติมหากพบผลผิดปกติ

  • การตรวจเลือดปลายนิ้ว (Fingerstick Test) เป็นการใช้เข็มขนาดเล็กเจาะเลือดบริเวณปลายนิ้วเพียงเล็กน้อย แล้วนำตัวอย่างเลือดมาตรวจด้วยชุดตรวจแบบรวดเร็ว (Rapid Test) ข้อดี ได้แก่

    • ใช้เลือดเพียงเล็กน้อย

    • ทราบผลได้ภายในประมาณ 15–30 นาที

    • ลดความกังวลสำหรับผู้ที่กลัวการเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำ

    • แม้ว่าจะมีความแม่นยำสูง แต่หากผลตรวจเป็นบวก จะต้องได้รับการตรวจยืนยันด้วยวิธีมาตรฐานตามแนวทางการวินิจฉัย

  • การตรวจด้วยชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง (HIV Self-Test) ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองเป็นอีกทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยผู้ใช้สามารถเก็บตัวอย่างเลือดจากปลายนิ้ว หรือใช้สารคัดหลั่งในช่องปาก (ขึ้นอยู่กับชนิดของชุดตรวจ) และอ่านผลด้วยตนเองตามคำแนะนำของผู้ผลิต ข้อดีของการตรวจด้วยตนเอง ได้แก่

    • มีความเป็นส่วนตัว

    • สะดวก สามารถตรวจได้ที่บ้าน

    • ลดความกังวลในการเดินทางไปสถานพยาบาล

    • ส่งเสริมให้ผู้ที่ไม่เคยตรวจมาก่อนเข้าถึงการตรวจได้ง่ายขึ้น

    • อย่างไรก็ตาม ควรเลือกใช้ ชุดตรวจที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแล และหากผลตรวจออกมาเป็นบวกหรือไม่แน่ชัด ควรเข้ารับการตรวจยืนยันที่สถานพยาบาลโดยเร็ว


การตรวจแบบ HIV Ag/Ab รุ่นที่ 4 คืออะไร?

ปัจจุบัน การตรวจแบบ HIV Ag/Ab รุ่นที่ 4 (Fourth Generation HIV Test) ถือเป็นมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากสามารถตรวจพบการติดเชื้อได้เร็วกว่าเทคโนโลยีรุ่นก่อน

การตรวจชนิดนี้สามารถค้นหาได้ทั้ง

  • แอนติเจน p24 (HIV p24 Antigen) ซึ่งเป็นโปรตีนของเชื้อเอชไอวีที่ปรากฏในเลือดช่วงแรกหลังการติดเชื้อ

  • แอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี (HIV Antibody) ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นหลังได้รับเชื้อ

การตรวจหาทั้งสองสิ่งพร้อมกัน ทำให้สามารถตรวจพบการติดเชื้อได้เร็วขึ้น โดยทั่วไปสามารถตรวจพบได้ประมาณ 18–45 วันหลังได้รับเชื้อ ทั้งนี้ ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตรวจอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล จึงควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม


การตรวจเอชไอวีมีความแม่นยำหรือไม่?

เทคโนโลยีการตรวจเอชไอวีในปัจจุบันมีความแม่นยำสูงมาก โดยเฉพาะเมื่อทำการตรวจหลังพ้นระยะฟักตัวของเชื้อ (Window Period) และใช้วิธีตรวจตามมาตรฐาน


อย่างไรก็ตาม หากตรวจเร็วเกินไปหลังเกิดความเสี่ยง ร่างกายอาจยังสร้างสารที่ตรวจพบได้ไม่เพียงพอ ทำให้ผลตรวจเป็นลบทั้งที่มีการติดเชื้อ ดังนั้น ผู้ที่เพิ่งมีพฤติกรรมเสี่ยงควรแจ้งวันที่เกิดเหตุการณ์เสี่ยงแก่บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อประเมินช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจ และอาจได้รับคำแนะนำให้ตรวจซ้ำในเวลาที่เหมาะสมเพื่อยืนยันผล


การเข้ารับการตรวจเอชไอวีเมื่อถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม ร่วมกับการรับคำปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์ จะช่วยให้ได้ผลการตรวจที่ถูกต้อง และสามารถวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด


เข้าใจระยะฟักตัวก่อนตรวจ

หลายคนเข้าใจผิดว่าหลังมีความเสี่ยงสามารถตรวจได้ทันที

ความจริงแล้ว ร่างกายต้องใช้เวลาในการสร้างสารที่ตรวจพบได้ ซึ่งเรียกว่า Window Period

โดยทั่วไป

  • ชุดตรวจรุ่นที่ 4 ตรวจได้ประมาณ 18–45 วันหลังรับเชื้อ

  • การตรวจ Antibody เพียงอย่างเดียวอาจต้องรอประมาณ 23–90 วัน

  • หากตรวจเร็วเกินไป อาจต้องตรวจซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์

การแจ้งวันที่เกิดความเสี่ยงกับบุคลากรทางการแพทย์จะช่วยเลือกวิธีตรวจที่เหมาะสมที่สุด


ต้องเตรียมตัวก่อนตรวจหรือไม่

โดยทั่วไป

  • ไม่ต้องงดน้ำ

  • ไม่ต้องงดอาหาร

  • ไม่จำเป็นต้องอดนอน

  • ไม่ต้องเตรียมเอกสารพิเศษ (ขึ้นกับสถานพยาบาล)

สิ่งที่ควรเตรียมคือ

  • วันที่มีความเสี่ยง

  • รายละเอียดพฤติกรรมเสี่ยง

  • ยาที่กำลังรับประทาน

  • โรคประจำตัว

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำ


เตรียมใจอย่างไรก่อนตรวจเอชไอวี

  • ยอมรับว่าความกังวลเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครรู้สึกสบายใจ 100% ก่อนตรวจ การยอมรับอารมณ์ของตัวเองจะช่วยลดความเครียดได้

  • อย่าคิดแทนผลตรวจ หลายคนคิดไปก่อนว่า

    • ต้องติดแน่

    • ชีวิตจบแล้ว

    • ทุกคนต้องรู้

    • ทั้งที่ยังไม่ได้ตรวจ การคิดล่วงหน้าอาจทำให้ความเครียดเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

  • หาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หลีกเลี่ยงการเชื่อข้อมูลจากโซเชียลมีเดียที่ไม่มีหลักฐานรองรับ ควรศึกษาจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขและองค์กรด้าน HIV ที่น่าเชื่อถือ

  • เตรียมรับได้ทุกผลลัพธ์ ไม่ว่าจะเป็น

    • ผลเป็นลบ

    • ผลต้องตรวจซ้ำ

    • ผลยืนยันว่าติดเชื้อ

    • ทุกกรณีมีแนวทางดูแลและรักษาที่ชัดเจน

  • พาเพื่อนหรือคนที่ไว้ใจไปด้วย หากรู้สึกกังวลมาก การมีคนที่ไว้ใจอยู่ด้วยจะช่วยให้รู้สึกอุ่นใจมากขึ้น

ภาพแสดงขั้นตอนการตรวจเอชไอวี ตั้งแต่ลงทะเบียน ซักประวัติ ให้คำปรึกษา เก็บตัวอย่างเลือด ตรวจวิเคราะห์ และรับผลตรวจจากบุคลากรทางการแพทย์
ขั้นตอนการตรวจเอชไอวีเป็นอย่างไร?

ขั้นตอนการตรวจเอชไอวีเป็นอย่างไร?

โดยทั่วไปประกอบด้วย

  1. ลงทะเบียน

  2. ซักประวัติและประเมินความเสี่ยง

  3. ให้คำปรึกษาก่อนตรวจ

  4. เก็บตัวอย่างเลือดหรือใช้ชุดตรวจ

  5. รอผล

  6. รับคำปรึกษาหลังทราบผล

บางแห่งทราบผลภายใน 20–60 นาที ขึ้นอยู่กับวิธีตรวจ


หากผลตรวจเป็นลบ ต้องทำอย่างไร?

ผลเป็นลบอาจหมายถึง

  • ไม่ติดเชื้อ

  • หรือยังอยู่ในระยะ Window Period

หากยังอยู่ในช่วงระยะฟักตัว แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำ หลังผลเป็นลบ ควร

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง

  • พิจารณาใช้ PrEP หากมีความเสี่ยงต่อเนื่อง

  • ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ

  • ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วมด้วย


หากผลตรวจเป็นบวก ควรทำอย่างไร?

อันดับแรกคือ อย่าตื่นตระหนก ปัจจุบันมีแนวทางรักษาที่มีประสิทธิภาพ แพทย์จะดำเนินการ

  • ตรวจยืนยัน

  • ตรวจ Viral Load

  • ตรวจ CD4

  • เริ่มยาต้านไวรัสโดยเร็ว

การเริ่มรักษาเร็วช่วยลดโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนและลดการแพร่เชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การรักษา HIV ในปัจจุบันเป็นอย่างไร?

ยาต้านไวรัสในปัจจุบัน

  • รับประทานวันละครั้งในหลายสูตรยา

  • ผลข้างเคียงลดลงมาก

  • ช่วยกดไวรัสจนตรวจไม่พบ

  • ช่วยให้ใช้ชีวิต เรียน ทำงาน และมีครอบครัวได้ตามปกติ

ผู้ที่รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว


วิธีดูแลสุขภาพจิตระหว่างรอผลตรวจ

ช่วงเวลารอผลตรวจอาจสร้างความกดดันได้ ลองดูแลตัวเองด้วยวิธีต่อไปนี้

  • หายใจลึก ๆ และผ่อนคลาย

  • หลีกเลี่ยงการค้นหาข้อมูลที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนก

  • พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ

  • รับประทานอาหารและพักผ่อนให้เพียงพอ

  • หากรู้สึกวิตกกังวลมาก ควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ

ภาพสรุปคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเตรียมใจตรวจเอชไอวีครั้งแรก เช่น ความเจ็บจากการตรวจ การเตรียมตัวก่อนตรวจ ระยะเวลารอผล และข้อสงสัยเกี่ยวกับผลการตรวจเอชไอวี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเตรียมใจเมื่อต้องตรวจเอชไอวีครั้งแรก

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเตรียมใจเมื่อต้องตรวจเอชไอวีครั้งแรก 

Q: ตรวจเอชไอวีเจ็บไหม?

A: การตรวจเอชไอวีโดยทั่วไปเจ็บเพียงเล็กน้อย เนื่องจากเป็นการเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำหรือเจาะเลือดปลายนิ้ว ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ความรู้สึกเจ็บจะคล้ายกับการเจาะเลือดเพื่อตรวจสุขภาพทั่วไป และอาการเจ็บจะหายไปอย่างรวดเร็ว


Q: ก่อนตรวจเอชไอวีต้องงดน้ำหรืออาหารหรือไม่?

A: โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืออาหาร ก่อนเข้ารับการตรวจเอชไอวี เนื่องจากการตรวจไม่ได้รับผลกระทบจากการรับประทานอาหาร อย่างไรก็ตาม หากมีการตรวจสุขภาพอื่นร่วมด้วย เช่น ตรวจระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือด ควรสอบถามคำแนะนำจากสถานพยาบาลก่อนเข้ารับบริการ


Q: ตรวจเอชไอวีแล้วทราบผลทันทีหรือไม่?

A: ระยะเวลาทราบผลขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจที่เลือกใช้ หากเป็นการตรวจแบบรวดเร็ว (Rapid HIV Test) มักทราบผลภายใน 20–60 นาที ส่วนการตรวจทางห้องปฏิบัติการอาจใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงจนถึง 1–2 วัน ขึ้นอยู่กับระบบการให้บริการของแต่ละแห่ง


Q: หากผลตรวจเป็นลบ จำเป็นต้องตรวจซ้ำหรือไม่?

A: หากผลตรวจเป็นลบและตรวจหลังพ้นระยะฟักตัวของเชื้อ (Window Period) โดยไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงเพิ่มเติม ก็อาจไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำ แต่หากตรวจเร็วเกินไปหลังเกิดความเสี่ยง หรือยังมีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำตามช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อยืนยันผล


Q: ควรตรวจเอชไอวีบ่อยแค่ไหน?

A: สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เช่น มีคู่นอนหลายคน มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย หรือใช้ยาเพร็พ (PrEP) ควรตรวจเอชไอวีทุก 3–6 เดือน หรือเมื่อมีเหตุการณ์ที่อาจทำให้ได้รับเชื้อ ทั้งนี้ ความถี่ในการตรวจควรพิจารณาตามคำแนะนำของแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์


Q: สามารถตรวจเอชไอวีพร้อมกับตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้หรือไม่?

A: ได้ และเป็นสิ่งที่แนะนำ เนื่องจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด เช่น ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม หรือไวรัสตับอักเสบบีและซี อาจไม่แสดงอาการในระยะแรก การตรวจร่วมกันจะช่วยให้ทราบสถานะสุขภาพทางเพศได้อย่างครบถ้วน และสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที


การตรวจเอชไอวีครั้งแรกอาจเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกกังวล แต่ความกังวลไม่ควรเป็นเหตุผลที่ทำให้หลีกเลี่ยงการตรวจ เพราะการรู้สถานะ HIV ของตนเองตั้งแต่เนิ่น ๆ คือก้าวสำคัญของการดูแลสุขภาพ ทั้งในกรณีที่ผลตรวจเป็นลบหรือเป็นบวก


หากผลเป็นลบ คุณจะได้รับคำแนะนำในการป้องกันความเสี่ยงในอนาคต แต่หากผลเป็นบวก การเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างรวดเร็วจะช่วยให้ควบคุมเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีสุขภาพแข็งแรง และใช้ชีวิตได้ตามปกติ

การตรวจเอชไอวีจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่เป็นการตัดสินใจที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อตนเองและคนรอบข้าง การเตรียมใจด้วยข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยเปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นความมั่นใจ และทำให้คุณก้าวผ่านการตรวจครั้งแรกได้อย่างสบายใจมากขึ้น


เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Consolidated Guidelines on HIV Prevention, Testing, Treatment, Service Delivery and Monitoring. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/publications

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Getting Tested for HIV. ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจเอชไอวี ประเภทของการตรวจ และระยะ Window Period. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/testing/

  • UNAIDS. Global HIV & AIDS Statistics — Fact Sheet. ข้อมูลสถานการณ์เอชไอวีและแนวทางการยุติการแพร่ระบาด. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org/en/resources/fact-sheet

  • กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค. แนวทางการตรวจและการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://hiv.ddc.moph.go.th

  • สภากาชาดไทย. ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.redcross.or.th

Comments


12 Terry Francine St.

San Francisco, CA 94158

Opening Hours

Mon - Fri

8:00 am – 8:00 pm

Saturday

9:00 am – 7:00 pm

​Sunday

9:00 am – 9:00 pm

bottom of page