top of page

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่วัยรุ่น และวัยทำงานควรรู้ในปี 2026

Updated: 23 hours ago

ในปี 2026 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่สำคัญของคนทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงานที่มีพฤติกรรมทางเพศหลากหลายมากขึ้น ทั้งจากการพบปะผ่านแอปพลิเคชันหาคู่ การมีคู่นอนหลายคน หรือการขาดความรู้เกี่ยวกับการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้า สามารถตรวจ และรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในหลายประเทศยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง


โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือ Sexually Transmitted Diseases (STDs) สามารถติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก และทางปาก รวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด หรือแผลของผู้ติดเชื้อ บางโรคอาจไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ และแพร่เชื้อให้ผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ

ภาพความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่วัยรุ่นและวัยทำงานควรรู้ในปี 2026 เช่น HIV ซิฟิลิส หนองใน HPV เริม และฝีดาษลิง พร้อมอาการ วิธีป้องกัน และการรักษา
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่วัยรุ่น-และวัยทำงานควรรู้ในปี-2026

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คืออะไร?

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือ Sexually Transmitted Diseases (STDs) / Sexually Transmitted Infections (STIs) คือ กลุ่มโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือปรสิต ซึ่งสามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งสู่อีกคนผ่านกิจกรรมทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก รวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด แผล หรือผิวหนังบริเวณที่มีเชื้อ


โรคเหล่านี้ถือเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้ทั่วโลก และสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงานที่อาจมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การไม่ใช้ถุงยางอนามัย การมีคู่นอนหลายคน หรือการขาดความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคอย่างถูกต้อง


โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกิดจากอะไร?

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกิดจากเชื้อหลายชนิด ได้แก่

  • เชื้อไวรัส เป็นเชื้อที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว บางชนิดอาจอยู่ในร่างกายตลอดชีวิต แม้จะรักษาอาการได้ก็ตาม เช่น

    • HIV

    • HPV

    • เริม (Herpes)

    • ไวรัสตับอักเสบบี

  • เชื้อแบคทีเรีย สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ หากตรวจพบเร็ว เช่น

    • ซิฟิลิส

    • หนองในแท้

    • หนองในเทียม

  • ปรสิต และเชื้ออื่น ๆ ติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดหรือการมีเพศสัมพันธ์ เช่น

    • พยาธิในช่องคลอด

    • เหาโลน

    • หิด


ทำไมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงน่ากังวล?

หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ หลายโรคอาจ ไม่แสดงอาการ ในระยะแรก ทำให้ผู้ติดเชื้อไม่รู้ตัว และอาจแพร่เชื้อให้ผู้อื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ

บางคนอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น

  • ตกขาวผิดปกติ

  • คันบริเวณอวัยวะเพศ

  • ปัสสาวะแสบขัด

  • มีผื่นหรือตุ่มเล็ก ๆ

แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น

  • ภาวะมีบุตรยาก

  • การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน

  • มะเร็งปากมดลูก

  • ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

  • การติดเชื้อเรื้อรัง


สาเหตุที่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นในปี 2026

ในปี 2026 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพที่พบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงาน สาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไป การเข้าถึงคู่นอนได้ง่ายขึ้น รวมถึงการขาดความรู้ด้านการป้องกันโรคอย่างถูกต้อง แม้ปัจจุบันข้อมูลด้านสุขภาพจะเข้าถึงได้ง่ายผ่านอินเทอร์เน็ต แต่หลายคนยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำให้เกิดการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว


1. การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การไม่ใช้ถุงยางอนามัยยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หลายคนอาจคิดว่าการมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวไม่น่าเสี่ยง หรือเชื่อว่าคู่นอนดูสะอาดจึงไม่น่ามีโรค ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะเชื้อหลายชนิดสามารถติดต่อได้แม้ไม่มีอาการ

ความเสี่ยงที่พบบ่อย

  • ไม่ใช้ถุงยางอนามัย

  • ใช้ถุงยางไม่ถูกวิธี

  • มีเพศสัมพันธ์ขณะมึนเมาหรือขาดสติ

  • มีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนใหม่โดยไม่ได้ตรวจสุขภาพ

โรคที่เสี่ยงติดได้

  • HIV

  • ซิฟิลิส

  • หนองใน

  • HPV

  • เริม


2. การพบคู่นอนผ่านแอปพลิเคชัน และโซเชียลมีเดีย ปัจจุบันแอปหาคู่ และโซเชียลมีเดียทำให้การพบปะคู่นอนใหม่เป็นเรื่องง่าย และรวดเร็วมากขึ้น ส่งผลให้หลายคนมีโอกาสเปลี่ยนคู่นอนบ่อย และอาจไม่ทราบประวัติสุขภาพทางเพศของอีกฝ่าย

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง

  • การนัดพบคู่นอนแบบรวดเร็ว

  • การมีคู่นอนหลายคน

  • ไม่พูดคุยเรื่องการตรวจโรคก่อนมีเพศสัมพันธ์

  • ขาดการป้องกันระหว่างมีเพศสัมพันธ์

ผลกระทบที่เกิดขึ้น

  • เพิ่มโอกาสรับเชื้อ และแพร่เชื้อ

  • ทำให้การควบคุมโรคทำได้ยากขึ้น

  • เพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในวัยรุ่น และวัยทำงาน


3. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หลายคนยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จึงทำให้ละเลยการป้องกันหรือไม่เข้ารับการตรวจ

ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย

  • ดูสะอาด ไม่น่ามีโรค

  • ไม่มีอาการ แปลว่าไม่ติดเชื้อ

  • ออรัลเซ็กซ์ไม่เสี่ยง

  • มีคู่นอนคนเดียวจึงปลอดภัยแน่นอน

ความจริงที่ควรรู้

  • หลายโรคไม่แสดงอาการในระยะแรก

  • เชื้อสามารถแพร่ได้แม้ร่างกายดูปกติ

  • การมีคู่นอนเพียงคนเดียวก็อาจเสี่ยง หากอีกฝ่ายไม่เคยตรวจโรค


4. ขาดการตรวจสุขภาพทางเพศ หลายคนไม่กล้าตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพราะรู้สึกอาย กลัวถูกตัดสิน หรือกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ทำให้ตรวจพบโรคช้า และแพร่เชื้อต่อโดยไม่รู้ตัว

สาเหตุที่คนหลีกเลี่ยงการตรวจ

  • กลัวผลตรวจ

  • รู้สึกเขินอาย

  • กลัวถูกตีตราจากสังคม

  • คิดว่าตัวเองไม่มีความเสี่ยง

ผลเสียของการไม่ตรวจ

  • ไม่รู้ว่าติดเชื้อ

  • รักษาช้า

  • เกิดภาวะแทรกซ้อน

  • แพร่เชื้อสู่คู่นอนโดยไม่ตั้งใจ

ภาพสรุปโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สำคัญในปี 2026 รวมข้อมูลเกี่ยวกับ HIV ซิฟิลิส หนองใน HPV เริม และ Mpox พร้อมแนวทางป้องกันและดูแลสุขภาพทางเพศ
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ควรรู้ในปี 2026

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ควรรู้ในปี 2026

1. HIV (เอชไอวี) HIV คือเชื้อไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย หากไม่ได้รับการรักษาอาจพัฒนาไปสู่ระยะ AIDS ได้

อาการเบื้องต้น

  • มีไข้

  • เจ็บคอ

  • ต่อมน้ำเหลืองโต

  • ผื่นขึ้น

  • อ่อนเพลีย

หลายคนอาจไม่มีอาการในระยะแรก ทำให้ไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อ

วิธีป้องกัน

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง

  • ไม่ใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น

  • ตรวจ HIV เป็นประจำ

  • ใช้ยา PrEP สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง

  • ใช้ยา PEP ภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีความเสี่ยง

การรักษา ปัจจุบันผู้ติดเชื้อ HIV สามารถใช้ยาต้านไวรัส (ARV) เพื่อควบคุมปริมาณไวรัสให้อยู่ในระดับต่ำจนตรวจไม่พบ และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ


2. ซิฟิลิส (Syphilis) ซิฟิลิสเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum เป็นโรคที่กลับมาระบาดเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ

อาการ

  • มีแผลริมแข็งบริเวณอวัยวะเพศ

  • ผื่นขึ้นตามตัว

  • ต่อมน้ำเหลืองโต

  • หากปล่อยไว้อาจส่งผลต่อสมอง และหัวใจ

ความอันตราย หลายคนไม่รู้ตัวเพราะแผลไม่เจ็บ และหายได้เองชั่วคราว แต่เชื้อยังอยู่ในร่างกาย

วิธีป้องกัน

  • ใช้ถุงยางอนามัย

  • ตรวจเลือดเป็นประจำ

  • หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน


3. หนองในแท้ และหนองในเทียม เป็นโรคที่พบได้บ่อยในวัยรุ่น และวัยทำงาน ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

อาการในผู้ชาย

  • ปัสสาวะแสบขัด

  • มีหนองไหลจากอวัยวะเพศ

อาการในผู้หญิง

  • ตกขาวผิดปกติ

  • ปวดท้องน้อย

  • บางรายไม่มีอาการ

ภาวะแทรกซ้อน หากไม่ได้รักษา อาจทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก

การรักษา สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ปัจจุบันพบเชื้อดื้อยามากขึ้น


4. HPV และหูดหงอนไก่

HPV เป็นไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายมากผ่านการสัมผัสทางเพศ

อาการ

  • มีติ่งเนื้อหรือหูดบริเวณอวัยวะเพศ

  • บางสายพันธุ์เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งทวารหนัก

วิธีป้องกัน

  • ฉีดวัคซีน HPV

  • ใช้ถุงยางอนามัย

  • ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสม่ำเสมอ


5. เริม (Herpes) โรคเริมเกิดจากเชื้อไวรัส Herpes Simplex Virus (HSV)

อาการ

  • มีตุ่มน้ำใส

  • เจ็บแสบ

  • แผลบริเวณปากหรืออวัยวะเพศ

จุดสำคัญ แม้อาการจะหาย แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย และกลับมาเป็นซ้ำได้

วิธีป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผล

  • งดมีเพศสัมพันธ์ช่วงมีอาการ

  • ใช้ถุงยางอนามัย


6. ฝีดาษลิง (Mpox) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Mpox ได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด และกิจกรรมทางเพศ

อาการ

  • มีไข้

  • ต่อมน้ำเหลืองโต

  • ผื่นหรือตุ่มหนอง

วิธีป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงสัมผัสผู้มีอาการ

  • รักษาความสะอาด

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่ง


อาการที่ควรรีบพบแพทย์

หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทันที

  • มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ

  • ตกขาวผิดปกติ

  • ปัสสาวะแสบขัด

  • มีตุ่มหรือผื่น

  • เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์

  • มีไข้หลังมีเพศสัมพันธ์เสี่ยง


การรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดสามารถรักษาได้ หากตรวจพบเร็ว และได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง โดยแนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ สาเหตุของโรค และระยะของการติดเชื้อ บางโรคสามารถรักษาให้หายขาดได้ ขณะที่บางโรคแม้ยังไม่สามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้ทั้งหมด แต่สามารถควบคุมอาการ และใช้ชีวิตได้ตามปกติ


การรักษาที่รวดเร็วไม่เพียงช่วยลดอาการ และภาวะแทรกซ้อน แต่ยังช่วยลดโอกาสในการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้อีกด้วย


1. การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ หากได้รับยาอย่างถูกต้อง และครบตามแพทย์สั่ง

โรคที่มักรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

  • ซิฟิลิส

  • หนองในแท้

  • หนองในเทียม

สิ่งสำคัญในการรักษา

  • รับประทานยาให้ครบตามกำหนด

  • ไม่หยุดยาเองแม้อาการดีขึ้น

  • งดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างรักษา

  • ควรให้คู่นอนเข้ารับการตรวจ และรักษาด้วย

หากรักษาไม่ครบหรือซื้อยารับประทานเอง อาจทำให้เชื้อดื้อยา และรักษาได้ยากขึ้นในอนาคต


2. การรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส โรคที่เกิดจากไวรัสบางชนิดยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการ และลดปริมาณเชื้อในร่างกายได้

ตัวอย่างโรคที่เกิดจากไวรัส

  • HIV

  • เริม (Herpes)

  • HPV

  • ไวรัสตับอักเสบบี

แนวทางการรักษา

  • ใช้ยาต้านไวรัส

  • ควบคุมอาการ และลดการแพร่เชื้อ

  • ติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ

ผู้ติดเชื้อ HIV ที่รับประทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง สามารถมีสุขภาพแข็งแรง และลดโอกาสแพร่เชื้อได้อย่างมาก


3. การรักษาหูดหงอนไก่ และ HPV หูดหงอนไก่ที่เกิดจากเชื้อ HPV สามารถรักษาได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับขนาด และตำแหน่งของรอยโรค

วิธีรักษาที่พบบ่อย

  • ทายาเฉพาะจุด

  • จี้ไฟฟ้า

  • เลเซอร์

  • จี้เย็นด้วยไนโตรเจนเหลว

แม้รักษาหูดได้ แต่อาจมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้หากร่างกายยังมีเชื้ออยู่


4. การดูแลตัวเองระหว่างรักษา ระหว่างการรักษา ผู้ป่วยควรดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมเพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น และลดโอกาสแพร่เชื้อ

วิธีดูแลตัวเอง

  • พักผ่อนให้เพียงพอ

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ และสารเสพติด

  • งดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหาย

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งหลังกลับมามีเพศสัมพันธ์


5. ความสำคัญของการตรวจ และรักษาคู่นอน หนึ่งในสาเหตุที่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กลับมาเป็นซ้ำ คือ การรักษาเพียงคนเดียว แต่คู่นอนยังไม่ได้รับการตรวจหรือรักษา

สิ่งที่ควรทำ

  • แจ้งคู่นอนเมื่อพบการติดเชื้อ

  • ชวนคู่นอนไปตรวจสุขภาพ

  • เข้ารับการรักษาพร้อมกัน

  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างรักษา

การรักษาพร้อมกันช่วยลดโอกาสการติดเชื้อซ้ำ และลดการแพร่กระจายของโรคในระยะยาว

ภาพแนะนำวิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น การใช้ถุงยางอนามัย ตรวจสุขภาพทางเพศ ฉีดวัคซีน HPV สื่อสารกับคู่นอน และหลีกเลี่ยงสารเสพติด
วิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

วิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ถุงยางอนามัยยังคงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  • ตรวจสุขภาพทางเพศสม่ำเสมอ ควรตรวจ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีคู่นอนหลายคน

  • ฉีดวัคซีนที่จำเป็น วัคซีน HPV และวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้อย่างมาก

  • สื่อสารกับคู่นอนอย่างเปิดเผย การพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศ และการตรวจโรคช่วยลดความเสี่ยงได้

  • หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติด สารเสพติด และแอลกอฮอล์อาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาด และมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน


เทรนด์สุขภาพทางเพศในปี 2026

  • การตรวจแบบ Self-Test ชุดตรวจ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วยตนเองได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะสะดวกและรักษาความเป็นส่วนตัว

  • ความรู้เรื่อง U=U แนวคิด Undetectable = Untransmittable หมายถึง ผู้ติดเชื้อ HIV ที่รักษาจนตรวจไม่พบเชื้อ จะไม่แพร่เชื้อผ่านเพศสัมพันธ์

  • การใช้ PrEP และ PEP เพิ่มขึ้น คนรุ่นใหม่เริ่มเข้าใจ และเข้าถึงการป้องกัน HIV ด้วยยา PrEP และ PEP มากขึ้น

  • การเปิดกว้างเรื่องเพศศึกษา สังคมเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพทางเพศมากขึ้น ทำให้คนรุ่นใหม่กล้าพูดคุยและเข้ารับการตรวจมากขึ้น


โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของวัยรุ่น และวัยทำงานในปี 2026 ไม่ว่าจะเป็น HIV ซิฟิลิส หนองใน HPV เริม หรือ Mpox หลายโรคสามารถป้องกันและรักษาได้ หากได้รับการตรวจพบเร็ว และดูแลอย่างเหมาะสม


สิ่งสำคัญที่สุด คือ การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ใช้ถุงยางอนามัย ตรวจสุขภาพทางเพศสม่ำเสมอ และเปิดใจเรียนรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะสุขภาพทางเพศที่ดี คือส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ


เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Sexually Transmitted Infections (STIs). ข้อมูลเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาการ การป้องกัน และแนวทางควบคุมโรคทั่วโลก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/sexually-transmitted-infections-(stis)

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Sexually Transmitted Diseases (STDs). Comprehensive information on sexually transmitted infections, prevention, testing, and treatment. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//www.cdc.gov/std

  • UNAIDS. Global HIV & AIDS Statistics. ข้อมูลสถิติการติดเชื้อ HIV และแนวโน้มทั่วโลก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//www.unaids.org

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การป้องกัน และการตรวจรักษา. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//ddc.moph.go.th

  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. เพศศึกษาและการดูแลสุขภาพทางเพศสำหรับวัยรุ่นและวัยทำงาน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//www.anamai.moph.go.th

Comments


12 Terry Francine St.

San Francisco, CA 94158

Opening Hours

Mon - Fri

8:00 am – 8:00 pm

Saturday

9:00 am – 7:00 pm

​Sunday

9:00 am – 9:00 pm

bottom of page