top of page

รู้ก่อนเสี่ยง! One Night Stand เกี่ยวข้องกับ HIV อย่างไร?

One Night Stand หรือการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน เป็นเรื่องที่มักถูกพูดถึงในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับประเด็นสุขภาพทางเพศ เช่น HIV โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตรวจเอชไอวี PrEP และ PEP อย่างไรก็ตาม การมี One Night Stand ไม่ได้หมายความว่าจะต้องติดเชื้อเอชไอวีทุกครั้ง เพราะความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งหรือสถานะความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะของการสัมผัส การป้องกัน และสถานะเอชไอวีของคู่สัมผัสด้วย


สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้คำว่า One Night Stand เป็นตัวตัดสินว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เสี่ยง หรือไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เพราะ เอชไอวีไม่สามารถบอกได้จากรูปลักษณ์ อายุ เพศ อาชีพ หรือความสนิทสนมกับคู่สัมผัส การประเมินความเสี่ยงควรพิจารณาจากพฤติกรรมและการสัมผัสที่เกิดขึ้นจริง


สำหรับผู้ที่มีความกังวลหลังมีเพศสัมพันธ์ สิ่งสำคัญไม่ใช่การตำหนิตัวเอง แต่คือการรู้ว่าควรทำอะไรต่อไป ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การตรวจ HIV ไปจนถึงการปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับ PEP หากยังอยู่ในช่วงเวลาที่สามารถใช้ได้

รู้ก่อนเสี่ยง! ทำความเข้าใจ One Night Stand กับความเสี่ยง HIV และแนวทางป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี
รู้ก่อนเสี่ยง! One Night Stand เกี่ยวข้องกับ HIV อย่างไร?

One Night Stand คืออะไร?

One Night Stand เป็นคำที่ใช้เรียกสถานการณ์ที่บุคคลมีความสัมพันธ์ทางเพศกับอีกคนหนึ่งในลักษณะที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องหลังจากนั้น โดยอาจเกิดขึ้นระหว่างคนที่เพิ่งรู้จักกันหรือคนที่รู้จักกันอยู่แล้ว

คำว่า One Night Stand เป็นเพียงคำอธิบายรูปแบบความสัมพันธ์ ไม่ใช่คำศัพท์ทางการแพทย์ และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มี One Night Stand จะมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อ HIV เสมอไป

ในทางสุขภาพ สิ่งที่ควรพิจารณามากกว่าสถานะของความสัมพันธ์ ได้แก่

  • มีการสัมผัสที่สามารถนำไปสู่การติด HIV หรือไม่

  • มีการใช้วิธีป้องกันหรือไม่

  • คู่สัมผัสมี HIV หรือไม่ และหากมี ได้รับการรักษาและมีปริมาณไวรัสอยู่ในระดับตรวจไม่พบหรือไม่

  • ผู้ที่มีความเสี่ยงเคยใช้ PrEP หรือไม่

  • หากเกิดเหตุการณ์ที่อาจมีความเสี่ยง ได้พิจารณา PEP อย่างรวดเร็วหรือไม่

  • มีการตรวจ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตามความเหมาะสมหรือไม่

ดังนั้น การมี One Night Stand เพียงครั้งเดียวไม่สามารถใช้เป็นตัวบอกระดับความเสี่ยงของ HIV ได้โดยตรง


One Night Stand เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี หรือไม่?

คำตอบคือ อาจมีความเสี่ยงได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะติด HIV ทุกครั้ง


HIV สามารถติดต่อได้เมื่อมีการสัมผัสกับสารคัดหลั่งบางชนิดของผู้ที่มี HIV เช่น เลือด น้ำอสุจิ สารคัดหลั่งจากช่องคลอด หรือสารคัดหลั่งบริเวณทวารหนัก ในสถานการณ์ที่เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้


ความเสี่ยงจึงขึ้นอยู่กับลักษณะการสัมผัส ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำว่า One Night Stand ตัวอย่างเช่น หากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีวิธีป้องกันกับคู่ที่มี HIV และไม่ได้รับการรักษาจนสามารถกดไวรัสได้ ความเสี่ยงอาจสูงกว่าการมีเพศสัมพันธ์ที่มีการป้องกันอย่างเหมาะสม


ในทางกลับกัน หากคู่ที่มี HIV รับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องและมีปริมาณไวรัส ตรวจไม่พบ และคงระดับดังกล่าวตามคำแนะนำทางการแพทย์ หลักการ U=U หรือ Undetectable = Untransmittable ระบุว่าไม่พบ

ความเสี่ยงในการถ่ายทอด HIV ผ่านทางเพศสัมพันธ์เมื่อไวรัสถูกกดจนตรวจไม่พบอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงควรใช้ข้อมูลทางการแพทย์ ไม่ควรใช้ความรู้สึกหรือการคาดเดาจากตัวบุคคล


ทำไม One Night Stand จึงอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อเอชไอวี?

สิ่งที่ทำให้ One Night Stand อาจเกี่ยวข้องกับ HIV ไม่ใช่เพราะเป็นความสัมพันธ์ชั่วคราว แต่เป็นเพราะบางครั้งผู้ที่เกี่ยวข้องอาจไม่ทราบสถานะ HIV ของกันและกัน หรือไม่ได้วางแผนเรื่องการป้องกันล่วงหน้า

ตัวอย่างปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่


1. ไม่ทราบสถานะ HIV ของคู่สัมผัส

หลายคนอาจไม่เคยตรวจ HIV หรือไม่ทราบผลตรวจล่าสุดของตนเอง การดูจากรูปลักษณ์ภายนอกไม่สามารถบอกได้ว่าคนใดมีหรือไม่มี HIV


2. ไม่ได้ใช้วิธีป้องกัน

การไม่มีวิธีป้องกันที่เหมาะสมอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติด HIV รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ


3. มีการสัมผัสที่มีความเสี่ยง

ความเสี่ยงแตกต่างกันไปตามรูปแบบการสัมผัส การสัมผัสบางรูปแบบมีความเสี่ยงต่อ HIV มากกว่ารูปแบบอื่น


4. ไม่ทราบว่าคู่สัมผัสกำลังรักษา HIV หรือไม่

หากคู่สัมผัสมี HIV แต่ได้รับยาต้านไวรัสและมี viral load ตรวจไม่พบอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงในการถ่ายทอด HIV ทางเพศสัมพันธ์จะไม่เหมือนกับกรณีที่ไม่ได้รับการรักษาหรือยังไม่สามารถกดไวรัสได้


5. มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วมด้วย

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิดอาจทำให้เกิดแผลหรือการอักเสบ ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสในการรับหรือถ่ายทอด HIV เมื่อมีการสัมผัสเชื้อ


ความเสี่ยงการติดเชื้อเอชไอวีขึ้นอยู่กับอะไร?

เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้กังวลเรื่อง HIV ควรพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน

  • สถานะ HIV ของคู่สัมผัส หากทราบว่าคู่สัมผัสไม่มี HIV และผลตรวจนั้นเหมาะสมกับช่วงเวลาที่ตรวจ ความเสี่ยงจาก HIV จะไม่เหมือนกับกรณีที่คู่สัมผัสมี HIV หากคู่สัมผัสมี HIV ควรพิจารณาว่าได้รับการรักษาหรือไม่ และมี viral load อยู่ในระดับใด

  • รูปแบบการสัมผัส รูปแบบการมีเพศสัมพันธ์แต่ละประเภทมีระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน การประเมินจึงควรอาศัยรายละเอียดทางการแพทย์มากกว่าคำว่า One Night Stand

  • การใช้ถุงยางอนามัย ถุงยางอนามัยเป็นหนึ่งในวิธีป้องกัน HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สำคัญ โดยควรใช้ให้เหมาะสมและสม่ำเสมอ

  • การใช้ PrEP หรือ Pre-Exposure Prophylaxis เป็นยาที่ใช้เพื่อป้องกัน HIV ก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อ HIV และควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์

  • การใช้ PEP หรือ Post-Exposure Prophylaxis เป็นยาต้านไวรัสที่ใช้หลังมีเหตุการณ์ที่อาจสัมผัส HIV โดยต้องเริ่มโดยเร็วที่สุดและ ภายใน 72 ชั่วโมง หลังเหตุการณ์ที่อาจมีความเสี่ยง

หลัง One Night Stand ควรทำอย่างไรเมื่อกังวลเรื่องการติดเชื้อเอชไอวี การตรวจ HIV และการใช้ PEP
หลัง One Night Stand ควรทำอย่างไรหากกังวลเรื่องการติดเชื้อเอชไอวี?

หลัง One Night Stand ควรทำอย่างไรหากกังวลเรื่องการติดเชื้อเอชไอวี?

หากหลังจากมีเพศสัมพันธ์แล้วเกิดความกังวล ไม่ควรปล่อยให้ความกลัวทำให้ตัดสินใจผิดพลาด

สิ่งที่ควรทำคือประเมินสถานการณ์อย่างเป็นระบบ


ขั้นตอนที่ 1: ทบทวนเหตุการณ์

พิจารณาว่ามีการสัมผัสลักษณะใด มีการป้องกันหรือไม่ และเกิดขึ้นเมื่อใด

ข้อมูลเรื่อง เกิดขึ้นเมื่อกี่ชั่วโมงหรือกี่วันก่อน มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับการพิจารณา PEP


ขั้นตอนที่ 2: หากยังไม่เกิน 72 ชั่วโมง ให้รีบปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์

หากสงสัยว่าอาจมีการสัมผัส HIV และเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นไม่เกิน 72 ชั่วโมง ควรรีบติดต่อหน่วยบริการสุขภาพเพื่อประเมินว่าเหมาะสมกับ PEP หรือไม่

ไม่ควรรอจนมีอาการ เพราะ HIV ระยะแรกอาจไม่มีอาการ หรืออาการอาจคล้ายกับการติดเชื้อทั่วไป


ขั้นตอนที่ 3: พิจารณาการตรวจ HIV

การตรวจ HIV เป็นวิธีที่ช่วยให้ทราบสถานะของตนเอง การตรวจแต่ละประเภทมีช่วงเวลาที่สามารถตรวจพบการติดเชื้อแตกต่างกัน จึงควรเลือกช่วงเวลาตรวจและการตรวจติดตามตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์


ขั้นตอนที่ 4: พิจารณาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น

นอกจาก HIV แล้ว ยังมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น เช่น ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม และไวรัสตับอักเสบบางชนิด


การตรวจควรเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะการสัมผัสและช่วงเวลาหลังเกิดความเสี่ยง


PEP เกี่ยวข้องกับ One Night Stand อย่างไร?

PEP (Post-Exposure Prophylaxis) คือการใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกัน HIV หลังจากอาจมีการสัมผัสเชื้อ


PEP เป็นการป้องกันสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน ไม่ใช่ยาที่ใช้แทนวิธีป้องกันประจำ

หากเกิดเหตุการณ์ที่อาจมีความเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน หรือเกิดความผิดพลาดเกี่ยวกับวิธีป้องกัน และยังอยู่ภายใน 72 ชั่วโมง ควรรีบปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมของ PEP


หลักสำคัญคือยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งดี

ตามแนวทางสากล PEP ต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงหลังการสัมผัส และโดยทั่วไปใช้ต่อเนื่อง 28 วันภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์

PEP ไม่ควรซื้อหรือรับประทานด้วยตนเองโดยไม่ผ่านการประเมิน เพราะบุคลากรทางการแพทย์จำเป็นต้องพิจารณาสถานการณ์และประวัติสุขภาพ รวมถึงการตรวจที่เหมาะสม


ถ้าเกิน 72 ชั่วโมงแล้ว ยังควรทำอะไร?

หากเหตุการณ์ผ่านไปมากกว่า 72 ชั่วโมง ไม่ควรคิดว่า ไม่มีอะไรทำได้แล้ว แม้ PEP โดยทั่วไปไม่แนะนำให้เริ่มหลังพ้นช่วงเวลาดังกล่าว แต่ยังสามารถเข้ารับการประเมินสุขภาพและวางแผนตรวจ HIV รวมถึงตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นตามความเหมาะสมได้ การตรวจ HIV ในช่วงเวลาที่เหมาะสมมีความสำคัญ เนื่องจากการตรวจเร็วเกินไปอาจยังไม่สามารถตรวจพบการติดเชื้อได้


ดังนั้น หากเพิ่งเกิดเหตุการณ์ไม่นาน ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์อย่างตรงไปตรงมาว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด เพื่อให้สามารถวางแผนการตรวจและติดตามผลได้เหมาะสม


One Night Stand กับ PrEP ต่างจาก PEP อย่างไร?

หลายคนสับสนระหว่าง PrEP และ PEP เพราะทั้งสองอย่างเกี่ยวข้องกับการใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกัน HIV

สามารถจำง่าย ๆ ว่า

วิธี

ใช้เมื่อไร

จุดประสงค์

PrEP

ก่อนสัมผัสเชื้อ

ลดโอกาสการติด HIV

PEP

หลังอาจสัมผัสเชื้อ

ลดโอกาสการติด HIV หลังเหตุการณ์

การตรวจ HIV

ก่อนหรือหลังความเสี่ยงตามคำแนะนำ

ตรวจสถานะ HIV

PrEP จึงไม่ใช่ยาที่รับประทานหลังเกิดเหตุการณ์เพื่อทดแทน PEP และ PEP ก็ไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงซ้ำ ๆ โดยไม่มีการวางแผนป้องกันระยะยาว


ถุงยางอนามัยยังมีความสำคัญหรือไม่?

มีความสำคัญ เพราะถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยงของ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงการตั้งครรภ์เมื่อใช้อย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ถุงยางอนามัยไม่ใช่วิธีป้องกันเพียงอย่างเดียว


ปัจจุบันการป้องกัน HIV สามารถใช้แนวทางแบบผสมผสาน เช่น

  • การใช้ถุงยางอนามัย

  • PrEP

  • PEP เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

  • การตรวจ HIV

  • การตรวจและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  • การเข้าถึงการรักษา HIV และการกดไวรัสให้ตรวจไม่พบในผู้ที่มี HIV

แนวทางการป้องกันแบบผสมผสานช่วยให้แต่ละคนสามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับสถานการณ์และสุขภาพของตนเอง


คู่ One Night Stand บอกว่าไม่มีเชื้อเอชไอวี ควรตรวจ HIV หรือไม่ และควรประเมินความเสี่ยงอย่างไร
ถ้าคู่ One Night Stand บอกว่า ไม่มีเชื้อเอชไอวีควรตรวจอีกหรือไม่?

ถ้าคู่ One Night Stand บอกว่า ไม่มีเชื้อเอชไอวีควรตรวจอีกหรือไม่?

คำตอบขึ้นอยู่กับสถานการณ์


หากคู่สัมผัสเพิ่งตรวจ HIV และผลตรวจเป็นลบ แต่หลังจากนั้นมีพฤติกรรมที่อาจทำให้ได้รับเชื้อ หรือการตรวจเกิดขึ้นในช่วง window period ผลตรวจนั้นอาจไม่ได้สะท้อนสถานะ ณ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด


ดังนั้น การตัดสินใจตรวจควรพิจารณาทั้ง

  • วันที่คู่สัมผัสตรวจ

  • ประเภทของการตรวจ

  • มีความเสี่ยงใหม่หลังตรวจหรือไม่

  • ช่วงเวลาระหว่างการตรวจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

  • วิธีป้องกันที่ใช้

ในหลายกรณี การตรวจ HIV ของตนเองยังเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ทราบสถานะและวางแผนสุขภาพได้ชัดเจนกว่า


One Night Stand และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น

แม้บทความนี้จะเน้น HIV แต่การประเมินสุขภาพหลังมีเพศสัมพันธ์ไม่ควรสนใจเฉพาะ HIV

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้แก่

  • ซิฟิลิส

  • หนองใน

  • หนองในเทียม

  • ไวรัสตับอักเสบบี

  • ไวรัสตับอักเสบซี

  • เริม

  • HPV

  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นตามลักษณะการสัมผัส

โรคเหล่านี้มีวิธีตรวจ ระยะฟักตัว และแนวทางรักษาแตกต่างกัน บางโรคอาจไม่มีอาการในช่วงแรก ดังนั้นการไม่มีอาการไม่ได้แปลว่าไม่มีการติดเชื้อ หากมีความกังวลหลัง One Night Stand ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับลักษณะการสัมผัสอย่างตรงไปตรงมา เพื่อช่วยเลือกการตรวจที่เหมาะสม


ถ้ากังวลหลัง One Night Stand ควรบอกแพทย์อย่างไร?

ไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องส่วนตัวมากกว่าที่จำเป็น แต่ควรให้ข้อมูลทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมา

ข้อมูลที่สำคัญ ได้แก่

  1. เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด

  2. มีการป้องกันหรือไม่

  3. มีเหตุการณ์ที่ทำให้วิธีป้องกันล้มเหลวหรือไม่

  4. ทราบสถานะ HIV ของคู่สัมผัสหรือไม่

  5. เคยใช้ PrEP หรือไม่

  6. เคยใช้ PEP หรือไม่

  7. มีอาการผิดปกติหรือไม่

  8. เคยตรวจ HIV ครั้งล่าสุดเมื่อใด

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมินได้ว่าควรตรวจอะไรและควรติดตามอย่างไร



ตรวจการติดเชื้อเอชไอวี หลัง One Night Stand เมื่อไร?

คำตอบไม่ได้มีเพียง ตรวจครั้งเดียวแล้วจบ เพราะช่วงเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดของการตรวจและช่วงเวลาที่เกิดความเสี่ยง

โดยทั่วไปแนวทางการตรวจควรพิจารณาเป็นขั้นตอน เช่น

  • ตรวจเบื้องต้น ใช้เพื่อประเมินสถานะ HIV ณ เวลาที่เข้ารับบริการ และมีความสำคัญอย่างยิ่งหากกำลังพิจารณา PEP

  • ตรวจติดตาม หากการตรวจครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วง window period บุคลากรทางการแพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำตามช่วงเวลาที่เหมาะสม

  • เลือกชนิดการตรวจให้เหมาะสม การตรวจ HIV มีหลายวิธี และแต่ละวิธีมีระยะเวลาที่สามารถตรวจพบการติดเชื้อแตกต่างกัน

จึงไม่ควรยึดตัวเลขจำนวนวันเพียงตัวเลขเดียวสำหรับทุกกรณี แต่ควรสอบถามผู้ให้บริการเกี่ยวกับชนิดของการตรวจที่ใช้และช่วงเวลาที่เหมาะสม


One Night Stand ไม่ได้หมายความว่าจะติด HIV และไม่ควรใช้รูปแบบความสัมพันธ์เป็นตัวตัดสินความเสี่ยง สิ่งที่ควรพิจารณาคือรูปแบบการสัมผัส การป้องกัน สถานะ HIV ของคู่สัมผัส และการใช้มาตรการป้องกันที่เหมาะสม หากเกิดเหตุการณ์ที่อาจมีความเสี่ยงต่อ HIV และยังไม่เกิน 72 ชั่วโมง ควรรีบปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมของ PEP โดยไม่ควรรอให้อาการเกิดขึ้น


หากมีความเสี่ยงต่อ HIV เป็นประจำ ควรพิจารณาพูดคุยเรื่อง PrEP เพื่อวางแผนป้องกันล่วงหน้า ส่วนการตรวจ HIV ควรเลือกช่วงเวลาและชนิดการตรวจให้เหมาะสม เพราะมี window period ซึ่งอาจทำให้การตรวจเร็วเกินไปยังไม่สามารถตรวจพบการติดเชื้อได้


สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าตัดสินความเสี่ยงจากคำว่า One Night Stand เพียงอย่างเดียว การรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง ป้องกันอย่างเหมาะสม ตรวจเมื่อจำเป็น และเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างรวดเร็ว คือแนวทางที่ช่วยดูแลสุขภาพทางเพศได้ดีที่สุด และหากผลตรวจพบ HIV ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะสิ้นสุดลง ปัจจุบัน HIV สามารถรักษาได้ด้วยยาต้านไวรัส ผู้ที่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมสามารถมีสุขภาพที่ดีและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ


รู้ก่อนเสี่ยง ป้องกันก่อนกังวล และตรวจเพื่อรู้สถานะของตัวเอง คือหัวใจสำคัญของการดูแลสุขภาพทางเพศในยุคปัจจุบัน


เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Clinical Guidance for PEP. ข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินและการใช้ PEP หลังสัมผัสเชื้อ HIV รวมถึงการเริ่ม PEP ภายใน 72 ชั่วโมง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//www.cdc.gov/hivnexus/hcp/pep/index.html

  • World Health Organization (WHO). Consolidated guidelines on HIV prevention, testing, treatment, service delivery and monitoring: recommendations for a public health approach. แนวทางเกี่ยวกับการป้องกัน HIV การตรวจ การรักษา และการใช้ยาต้านไวรัส. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//www.who.int/publications/i/item/9789240031593

  • World Health Organization (WHO). Consolidated guidelines on HIV, viral hepatitis and STI prevention, diagnosis, treatment and care for key populations. แนวทางเกี่ยวกับการป้องกัน HIV ไวรัสตับอักเสบ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//www.who.int/publications/i/item/9789240052390

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. HIV INFO HUB+ ศูนย์รวมข้อมูลสารสนเทศด้านเอชไอวีและโรคร่วม. ข้อมูลเกี่ยวกับ PrEP และ PEP รวมถึงการป้องกัน HIV และการเข้าถึงบริการ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//hivhub.ddc.moph.go.th/public/hiv/prevention.php

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลโรคเอดส์และการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี. ข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันและดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี รวมถึงแนวทางการป้องกันการติดเชื้อ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//ddc.moph.go.th/disease_detail.php?d=58

Comments


12 Terry Francine St.

San Francisco, CA 94158

Opening Hours

Mon - Fri

8:00 am – 8:00 pm

Saturday

9:00 am – 7:00 pm

​Sunday

9:00 am – 9:00 pm

bottom of page