รู้ก่อนเสี่ยง! One Night Stand เกี่ยวข้องกับ HIV อย่างไร?
- Siri Writer
- 2 days ago
- 3 min read
One Night Stand หรือการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน เป็นเรื่องที่มักถูกพูดถึงในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับประเด็นสุขภาพทางเพศ เช่น HIV โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตรวจเอชไอวี PrEP และ PEP อย่างไรก็ตาม การมี One Night Stand ไม่ได้หมายความว่าจะต้องติดเชื้อเอชไอวีทุกครั้ง เพราะความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งหรือสถานะความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะของการสัมผัส การป้องกัน และสถานะเอชไอวีของคู่สัมผัสด้วย
สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้คำว่า One Night Stand เป็นตัวตัดสินว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เสี่ยง หรือไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เพราะ เอชไอวีไม่สามารถบอกได้จากรูปลักษณ์ อายุ เพศ อาชีพ หรือความสนิทสนมกับคู่สัมผัส การประเมินความเสี่ยงควรพิจารณาจากพฤติกรรมและการสัมผัสที่เกิดขึ้นจริง
สำหรับผู้ที่มีความกังวลหลังมีเพศสัมพันธ์ สิ่งสำคัญไม่ใช่การตำหนิตัวเอง แต่คือการรู้ว่าควรทำอะไรต่อไป ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การตรวจ HIV ไปจนถึงการปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับ PEP หากยังอยู่ในช่วงเวลาที่สามารถใช้ได้

One Night Stand คืออะไร?
One Night Stand เป็นคำที่ใช้เรียกสถานการณ์ที่บุคคลมีความสัมพันธ์ทางเพศกับอีกคนหนึ่งในลักษณะที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องหลังจากนั้น โดยอาจเกิดขึ้นระหว่างคนที่เพิ่งรู้จักกันหรือคนที่รู้จักกันอยู่แล้ว
คำว่า One Night Stand เป็นเพียงคำอธิบายรูปแบบความสัมพันธ์ ไม่ใช่คำศัพท์ทางการแพทย์ และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มี One Night Stand จะมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อ HIV เสมอไป
ในทางสุขภาพ สิ่งที่ควรพิจารณามากกว่าสถานะของความสัมพันธ์ ได้แก่
มีการสัมผัสที่สามารถนำไปสู่การติด HIV หรือไม่
มีการใช้วิธีป้องกันหรือไม่
คู่สัมผัสมี HIV หรือไม่ และหากมี ได้รับการรักษาและมีปริมาณไวรัสอยู่ในระดับตรวจไม่พบหรือไม่
ผู้ที่มีความเสี่ยงเคยใช้ PrEP หรือไม่
หากเกิดเหตุการณ์ที่อาจมีความเสี่ยง ได้พิจารณา PEP อย่างรวดเร็วหรือไม่
มีการตรวจ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ตามความเหมาะสมหรือไม่
ดังนั้น การมี One Night Stand เพียงครั้งเดียวไม่สามารถใช้เป็นตัวบอกระดับความเสี่ยงของ HIV ได้โดยตรง
One Night Stand เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี หรือไม่?
คำตอบคือ อาจมีความเสี่ยงได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะติด HIV ทุกครั้ง
HIV สามารถติดต่อได้เมื่อมีการสัมผัสกับสารคัดหลั่งบางชนิดของผู้ที่มี HIV เช่น เลือด น้ำอสุจิ สารคัดหลั่งจากช่องคลอด หรือสารคัดหลั่งบริเวณทวารหนัก ในสถานการณ์ที่เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้
ความเสี่ยงจึงขึ้นอยู่กับลักษณะการสัมผัส ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำว่า One Night Stand ตัวอย่างเช่น หากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีวิธีป้องกันกับคู่ที่มี HIV และไม่ได้รับการรักษาจนสามารถกดไวรัสได้ ความเสี่ยงอาจสูงกว่าการมีเพศสัมพันธ์ที่มีการป้องกันอย่างเหมาะสม
ในทางกลับกัน หากคู่ที่มี HIV รับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องและมีปริมาณไวรัส ตรวจไม่พบ และคงระดับดังกล่าวตามคำแนะนำทางการแพทย์ หลักการ U=U หรือ Undetectable = Untransmittable ระบุว่าไม่พบ
ความเสี่ยงในการถ่ายทอด HIV ผ่านทางเพศสัมพันธ์เมื่อไวรัสถูกกดจนตรวจไม่พบอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงควรใช้ข้อมูลทางการแพทย์ ไม่ควรใช้ความรู้สึกหรือการคาดเดาจากตัวบุคคล
ทำไม One Night Stand จึงอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อเอชไอวี?
สิ่งที่ทำให้ One Night Stand อาจเกี่ยวข้องกับ HIV ไม่ใช่เพราะเป็นความสัมพันธ์ชั่วคราว แต่เป็นเพราะบางครั้งผู้ที่เกี่ยวข้องอาจไม่ทราบสถานะ HIV ของกันและกัน หรือไม่ได้วางแผนเรื่องการป้องกันล่วงหน้า
ตัวอย่างปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่
1. ไม่ทราบสถานะ HIV ของคู่สัมผัส
หลายคนอาจไม่เคยตรวจ HIV หรือไม่ทราบผลตรวจล่าสุดของตนเอง การดูจากรูปลักษณ์ภายนอกไม่สามารถบอกได้ว่าคนใดมีหรือไม่มี HIV
2. ไม่ได้ใช้วิธีป้องกัน
การไม่มีวิธีป้องกันที่เหมาะสมอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติด HIV รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
3. มีการสัมผัสที่มีความเสี่ยง
ความเสี่ยงแตกต่างกันไปตามรูปแบบการสัมผัส การสัมผัสบางรูปแบบมีความเสี่ยงต่อ HIV มากกว่ารูปแบบอื่น
4. ไม่ทราบว่าคู่สัมผัสกำลังรักษา HIV หรือไม่
หากคู่สัมผัสมี HIV แต่ได้รับยาต้านไวรัสและมี viral load ตรวจไม่พบอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงในการถ่ายทอด HIV ทางเพศสัมพันธ์จะไม่เหมือนกับกรณีที่ไม่ได้รับการรักษาหรือยังไม่สามารถกดไวรัสได้
5. มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วมด้วย
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิดอาจทำให้เกิดแผลหรือการอักเสบ ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสในการรับหรือถ่ายทอด HIV เมื่อมีการสัมผัสเชื้อ
ความเสี่ยงการติดเชื้อเอชไอวีขึ้นอยู่กับอะไร?
เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้กังวลเรื่อง HIV ควรพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน
สถานะ HIV ของคู่สัมผัส หากทราบว่าคู่สัมผัสไม่มี HIV และผลตรวจนั้นเหมาะสมกับช่วงเวลาที่ตรวจ ความเสี่ยงจาก HIV จะไม่เหมือนกับกรณีที่คู่สัมผัสมี HIV หากคู่สัมผัสมี HIV ควรพิจารณาว่าได้รับการรักษาหรือไม่ และมี viral load อยู่ในระดับใด
รูปแบบการสัมผัส รูปแบบการมีเพศสัมพันธ์แต่ละประเภทมีระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน การประเมินจึงควรอาศัยรายละเอียดทางการแพทย์มากกว่าคำว่า One Night Stand
การใช้ถุงยางอนามัย ถุงยางอนามัยเป็นหนึ่งในวิธีป้องกัน HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สำคัญ โดยควรใช้ให้เหมาะสมและสม่ำเสมอ
การใช้ PrEP หรือ Pre-Exposure Prophylaxis เป็นยาที่ใช้เพื่อป้องกัน HIV ก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อ HIV และควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์
การใช้ PEP หรือ Post-Exposure Prophylaxis เป็นยาต้านไวรัสที่ใช้หลังมีเหตุการณ์ที่อาจสัมผัส HIV โดยต้องเริ่มโดยเร็วที่สุดและ ภายใน 72 ชั่วโมง หลังเหตุการณ์ที่อาจมีความเสี่ยง

หลัง One Night Stand ควรทำอย่างไรหากกังวลเรื่องการติดเชื้อเอชไอวี?
หากหลังจากมีเพศสัมพันธ์แล้วเกิดความกังวล ไม่ควรปล่อยให้ความกลัวทำให้ตัดสินใจผิดพลาด
สิ่งที่ควรทำคือประเมินสถานการณ์อย่างเป็นระบบ
ขั้นตอนที่ 1: ทบทวนเหตุการณ์
พิจารณาว่ามีการสัมผัสลักษณะใด มีการป้องกันหรือไม่ และเกิดขึ้นเมื่อใด
ข้อมูลเรื่อง เกิดขึ้นเมื่อกี่ชั่วโมงหรือกี่วันก่อน มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับการพิจารณา PEP
ขั้นตอนที่ 2: หากยังไม่เกิน 72 ชั่วโมง ให้รีบปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
หากสงสัยว่าอาจมีการสัมผัส HIV และเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นไม่เกิน 72 ชั่วโมง ควรรีบติดต่อหน่วยบริการสุขภาพเพื่อประเมินว่าเหมาะสมกับ PEP หรือไม่
ไม่ควรรอจนมีอาการ เพราะ HIV ระยะแรกอาจไม่มีอาการ หรืออาการอาจคล้ายกับการติดเชื้อทั่วไป
ขั้นตอนที่ 3: พิจารณาการตรวจ HIV
การตรวจ HIV เป็นวิธีที่ช่วยให้ทราบสถานะของตนเอง การตรวจแต่ละประเภทมีช่วงเวลาที่สามารถตรวจพบการติดเชื้อแตกต่างกัน จึงควรเลือกช่วงเวลาตรวจและการตรวจติดตามตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
ขั้นตอนที่ 4: พิจารณาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น
นอกจาก HIV แล้ว ยังมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น เช่น ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม และไวรัสตับอักเสบบางชนิด
การตรวจควรเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะการสัมผัสและช่วงเวลาหลังเกิดความเสี่ยง
PEP เกี่ยวข้องกับ One Night Stand อย่างไร?
PEP (Post-Exposure Prophylaxis) คือการใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกัน HIV หลังจากอาจมีการสัมผัสเชื้อ
PEP เป็นการป้องกันสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน ไม่ใช่ยาที่ใช้แทนวิธีป้องกันประจำ
หากเกิดเหตุการณ์ที่อาจมีความเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน หรือเกิดความผิดพลาดเกี่ยวกับวิธีป้องกัน และยังอยู่ภายใน 72 ชั่วโมง ควรรีบปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมของ PEP
หลักสำคัญคือยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งดี
ตามแนวทางสากล PEP ต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงหลังการสัมผัส และโดยทั่วไปใช้ต่อเนื่อง 28 วันภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์
PEP ไม่ควรซื้อหรือรับประทานด้วยตนเองโดยไม่ผ่านการประเมิน เพราะบุคลากรทางการแพทย์จำเป็นต้องพิจารณาสถานการณ์และประวัติสุขภาพ รวมถึงการตรวจที่เหมาะสม
ถ้าเกิน 72 ชั่วโมงแล้ว ยังควรทำอะไร?
หากเหตุการณ์ผ่านไปมากกว่า 72 ชั่วโมง ไม่ควรคิดว่า ไม่มีอะไรทำได้แล้ว แม้ PEP โดยทั่วไปไม่แนะนำให้เริ่มหลังพ้นช่วงเวลาดังกล่าว แต่ยังสามารถเข้ารับการประเมินสุขภาพและวางแผนตรวจ HIV รวมถึงตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นตามความเหมาะสมได้ การตรวจ HIV ในช่วงเวลาที่เหมาะสมมีความสำคัญ เนื่องจากการตรวจเร็วเกินไปอาจยังไม่สามารถตรวจพบการติดเชื้อได้
ดังนั้น หากเพิ่งเกิดเหตุการณ์ไม่นาน ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์อย่างตรงไปตรงมาว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด เพื่อให้สามารถวางแผนการตรวจและติดตามผลได้เหมาะสม
One Night Stand กับ PrEP ต่างจาก PEP อย่างไร?
หลายคนสับสนระหว่าง PrEP และ PEP เพราะทั้งสองอย่างเกี่ยวข้องกับการใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกัน HIV
สามารถจำง่าย ๆ ว่า
วิธี | ใช้เมื่อไร | จุดประสงค์ |
PrEP | ก่อนสัมผัสเชื้อ | ลดโอกาสการติด HIV |
PEP | หลังอาจสัมผัสเชื้อ | ลดโอกาสการติด HIV หลังเหตุการณ์ |
การตรวจ HIV | ก่อนหรือหลังความเสี่ยงตามคำแนะนำ | ตรวจสถานะ HIV |
PrEP จึงไม่ใช่ยาที่รับประทานหลังเกิดเหตุการณ์เพื่อทดแทน PEP และ PEP ก็ไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงซ้ำ ๆ โดยไม่มีการวางแผนป้องกันระยะยาว
ถุงยางอนามัยยังมีความสำคัญหรือไม่?
มีความสำคัญ เพราะถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยงของ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงการตั้งครรภ์เมื่อใช้อย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ถุงยางอนามัยไม่ใช่วิธีป้องกันเพียงอย่างเดียว
ปัจจุบันการป้องกัน HIV สามารถใช้แนวทางแบบผสมผสาน เช่น
การใช้ถุงยางอนามัย
PrEP
PEP เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน
การตรวจ HIV
การตรวจและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
การเข้าถึงการรักษา HIV และการกดไวรัสให้ตรวจไม่พบในผู้ที่มี HIV
แนวทางการป้องกันแบบผสมผสานช่วยให้แต่ละคนสามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับสถานการณ์และสุขภาพของตนเอง

ถ้าคู่ One Night Stand บอกว่า ไม่มีเชื้อเอชไอวีควรตรวจอีกหรือไม่?
คำตอบขึ้นอยู่กับสถานการณ์
หากคู่สัมผัสเพิ่งตรวจ HIV และผลตรวจเป็นลบ แต่หลังจากนั้นมีพฤติกรรมที่อาจทำให้ได้รับเชื้อ หรือการตรวจเกิดขึ้นในช่วง window period ผลตรวจนั้นอาจไม่ได้สะท้อนสถานะ ณ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
ดังนั้น การตัดสินใจตรวจควรพิจารณาทั้ง
วันที่คู่สัมผัสตรวจ
ประเภทของการตรวจ
มีความเสี่ยงใหม่หลังตรวจหรือไม่
ช่วงเวลาระหว่างการตรวจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
วิธีป้องกันที่ใช้
ในหลายกรณี การตรวจ HIV ของตนเองยังเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ทราบสถานะและวางแผนสุขภาพได้ชัดเจนกว่า
One Night Stand และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น
แม้บทความนี้จะเน้น HIV แต่การประเมินสุขภาพหลังมีเพศสัมพันธ์ไม่ควรสนใจเฉพาะ HIV
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้แก่
ซิฟิลิส
หนองใน
หนองในเทียม
ไวรัสตับอักเสบบี
ไวรัสตับอักเสบซี
เริม
HPV
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นตามลักษณะการสัมผัส
โรคเหล่านี้มีวิธีตรวจ ระยะฟักตัว และแนวทางรักษาแตกต่างกัน บางโรคอาจไม่มีอาการในช่วงแรก ดังนั้นการไม่มีอาการไม่ได้แปลว่าไม่มีการติดเชื้อ หากมีความกังวลหลัง One Night Stand ควรแจ้งบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับลักษณะการสัมผัสอย่างตรงไปตรงมา เพื่อช่วยเลือกการตรวจที่เหมาะสม
ถ้ากังวลหลัง One Night Stand ควรบอกแพทย์อย่างไร?
ไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องส่วนตัวมากกว่าที่จำเป็น แต่ควรให้ข้อมูลทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมา
ข้อมูลที่สำคัญ ได้แก่
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด
มีการป้องกันหรือไม่
มีเหตุการณ์ที่ทำให้วิธีป้องกันล้มเหลวหรือไม่
ทราบสถานะ HIV ของคู่สัมผัสหรือไม่
เคยใช้ PrEP หรือไม่
เคยใช้ PEP หรือไม่
มีอาการผิดปกติหรือไม่
เคยตรวจ HIV ครั้งล่าสุดเมื่อใด
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมินได้ว่าควรตรวจอะไรและควรติดตามอย่างไร
ตรวจการติดเชื้อเอชไอวี หลัง One Night Stand เมื่อไร?
คำตอบไม่ได้มีเพียง ตรวจครั้งเดียวแล้วจบ เพราะช่วงเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดของการตรวจและช่วงเวลาที่เกิดความเสี่ยง
โดยทั่วไปแนวทางการตรวจควรพิจารณาเป็นขั้นตอน เช่น
ตรวจเบื้องต้น ใช้เพื่อประเมินสถานะ HIV ณ เวลาที่เข้ารับบริการ และมีความสำคัญอย่างยิ่งหากกำลังพิจารณา PEP
ตรวจติดตาม หากการตรวจครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วง window period บุคลากรทางการแพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำตามช่วงเวลาที่เหมาะสม
เลือกชนิดการตรวจให้เหมาะสม การตรวจ HIV มีหลายวิธี และแต่ละวิธีมีระยะเวลาที่สามารถตรวจพบการติดเชื้อแตกต่างกัน
จึงไม่ควรยึดตัวเลขจำนวนวันเพียงตัวเลขเดียวสำหรับทุกกรณี แต่ควรสอบถามผู้ให้บริการเกี่ยวกับชนิดของการตรวจที่ใช้และช่วงเวลาที่เหมาะสม
One Night Stand ไม่ได้หมายความว่าจะติด HIV และไม่ควรใช้รูปแบบความสัมพันธ์เป็นตัวตัดสินความเสี่ยง สิ่งที่ควรพิจารณาคือรูปแบบการสัมผัส การป้องกัน สถานะ HIV ของคู่สัมผัส และการใช้มาตรการป้องกันที่เหมาะสม หากเกิดเหตุการณ์ที่อาจมีความเสี่ยงต่อ HIV และยังไม่เกิน 72 ชั่วโมง ควรรีบปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมของ PEP โดยไม่ควรรอให้อาการเกิดขึ้น
หากมีความเสี่ยงต่อ HIV เป็นประจำ ควรพิจารณาพูดคุยเรื่อง PrEP เพื่อวางแผนป้องกันล่วงหน้า ส่วนการตรวจ HIV ควรเลือกช่วงเวลาและชนิดการตรวจให้เหมาะสม เพราะมี window period ซึ่งอาจทำให้การตรวจเร็วเกินไปยังไม่สามารถตรวจพบการติดเชื้อได้
สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าตัดสินความเสี่ยงจากคำว่า One Night Stand เพียงอย่างเดียว การรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง ป้องกันอย่างเหมาะสม ตรวจเมื่อจำเป็น และเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างรวดเร็ว คือแนวทางที่ช่วยดูแลสุขภาพทางเพศได้ดีที่สุด และหากผลตรวจพบ HIV ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะสิ้นสุดลง ปัจจุบัน HIV สามารถรักษาได้ด้วยยาต้านไวรัส ผู้ที่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมสามารถมีสุขภาพที่ดีและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
รู้ก่อนเสี่ยง ป้องกันก่อนกังวล และตรวจเพื่อรู้สถานะของตัวเอง คือหัวใจสำคัญของการดูแลสุขภาพทางเพศในยุคปัจจุบัน
เอกสารอ้างอิง
Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Clinical Guidance for PEP. ข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินและการใช้ PEP หลังสัมผัสเชื้อ HIV รวมถึงการเริ่ม PEP ภายใน 72 ชั่วโมง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//www.cdc.gov/hivnexus/hcp/pep/index.html
World Health Organization (WHO). Consolidated guidelines on HIV prevention, testing, treatment, service delivery and monitoring: recommendations for a public health approach. แนวทางเกี่ยวกับการป้องกัน HIV การตรวจ การรักษา และการใช้ยาต้านไวรัส. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//www.who.int/publications/i/item/9789240031593
World Health Organization (WHO). Consolidated guidelines on HIV, viral hepatitis and STI prevention, diagnosis, treatment and care for key populations. แนวทางเกี่ยวกับการป้องกัน HIV ไวรัสตับอักเสบ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//www.who.int/publications/i/item/9789240052390
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. HIV INFO HUB+ ศูนย์รวมข้อมูลสารสนเทศด้านเอชไอวีและโรคร่วม. ข้อมูลเกี่ยวกับ PrEP และ PEP รวมถึงการป้องกัน HIV และการเข้าถึงบริการ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//hivhub.ddc.moph.go.th/public/hiv/prevention.php
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลโรคเอดส์และการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี. ข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันและดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี รวมถึงแนวทางการป้องกันการติดเชื้อ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https//ddc.moph.go.th/disease_detail.php?d=58



Comments