top of page

ความหวังใหม่ของผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยปลอดเชื้อหลังปลูกถ่ายสเต็มเซลล์

Updated: 3 minutes ago

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เอชไอวี (HIV) ถูกมองว่าเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ผู้ติดเชื้อต้องรับประทานยาต้านไวรัส ARV ไปตลอดชีวิต แม้ยาจะช่วยควบคุมปริมาณไวรัสจนตรวจไม่พบ และทำให้ผู้ติดเชื้อมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงคนทั่วไป แต่คำว่า ปลอดเชื้อ หรือ หายขาด ยังคงเป็นเพียงความหวังที่อยู่ไกลเกินเอื้อม


อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการแพทย์ทั่วโลกเริ่มจับตามอง กรณีผู้ป่วยเอชไอวี ที่ปลอดเชื้อหลังการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ (Stem Cell Transplantation) ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญที่อาจเปลี่ยนอนาคตของการรักษาเอชไอวี ไปตลอดกาล

ภาพสื่อถึงความหวังใหม่ของผู้ติดเชื้อเอชไอวี หลังการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ที่ช่วยให้ผู้ป่วยบางรายปลอดเชื้อ
ความหวังใหม่ของผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยปลอดเชื้อหลังปลูกถ่ายสเต็มเซลล์

HIV คืออะไร?

HIV (Human Immunodeficiency Virus) คือ ไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยมีเป้าหมายหลักคือ เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องกันเชื้อโรค และควบคุมการทำงานของภูมิคุ้มกัน เมื่อจำนวนเซลล์ CD4 ลดลงอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะอ่อนแอ และไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ


หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม การติดเชื้อเอชไอวีอาจพัฒนาไปสู่ระยะสุดท้ายที่เรียกว่า โรคเอดส์ (AIDS: Acquired Immunodeficiency Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส และโรคร้ายแรงต่าง ๆ


แม้ในปัจจุบันจะมียาต้านไวรัส ARV ที่ช่วยควบคุมปริมาณไวรัสในร่างกายจนตรวจไม่พบ และทำให้ผู้ติดเชื้อมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงคนทั่วไป แต่เชื้อเอชไอวียังคงเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญหลายประการ


เหตุผลที่การติดเชื้อเอชไอวี รักษาให้หายขาดได้ยาก

  • ไวรัสแฝงตัวในเซลล์ (Latent Reservoir) หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่สุดของการรักษาเอชไอวี คือความสามารถของไวรัสในการ ซ่อนตัวอยู่ในเซลล์ภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเซลล์ CD4 ในรูปแบบที่เรียกว่า แหล่งไวรัสแฝง (latent reservoir)

    • ในระยะนี้ ไวรัสจะไม่เพิ่มจำนวน และไม่แสดงอาการ ทำให้

    • ยาต้านไวรัสไม่สามารถตรวจจับหรือกำจัดได้

    • ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถรับรู้การมีอยู่ของไวรัส

    • แม้ผู้ติดเชื้อจะรับประทานยาต้านไวรัส ARV อย่างสม่ำเสมอจนตรวจไม่พบเชื้อในกระแสเลือด แต่ไวรัสที่แฝงตัวอยู่เหล่านี้ยังคงอยู่ในร่างกาย และเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถกำจัดเชื้อเอชไอวี ให้หมดไปได้

  • หยุดยา = ไวรัสกลับมาเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ยาต้านไวรัสเอชไอวี มีหน้าที่ ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส แต่ไม่ได้ฆ่าไวรัสให้หมดจากร่างกาย เมื่อผู้ติดเชื้อหยุดรับประทานยา

    • ไวรัสที่แฝงตัวอยู่จะ ตื่นขึ้น

    • เริ่มเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว

    • ปริมาณไวรัสในเลือดจะสูงขึ้นภายในเวลาไม่นาน

    • นี่คือเหตุผลที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี จำเป็นต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อควบคุมโรค และป้องกันการกลับมาของไวรัส

  • การกลายพันธุ์ของไวรัสเอชไอวี เชื้อเอชไอวีเป็นไวรัสที่มี อัตราการกลายพันธุ์สูงมาก ในระหว่างการเพิ่มจำนวน ทำให้

    • ไวรัสสามารถปรับตัวเพื่อหลบหลีกยา

    • อาจเกิดภาวะดื้อยาหากรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ

    • การพัฒนายาที่กำจัดไวรัสให้หมดจึงเป็นเรื่องซับซ้อน

    • คุณสมบัตินี้ทำให้ เชื้อเอชไอวี เป็นหนึ่งในไวรัสที่จัดการได้ยากที่สุดในทางการแพทย์


การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ คืออะไร?

สเต็มเซลล์ (Stem Cells) คือ เซลล์ต้นกำเนิดที่มีคุณสมบัติพิเศษ สามารถแบ่งตัว และพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น เซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด

การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์มักใช้ในการรักษาโรคร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับระบบเลือด และภูมิคุ้มกัน เช่น

  • มะเร็งเม็ดเลือดขาว

  • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

  • โรคทางโลหิตวิทยาบางชนิด


กระบวนการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์

  • ทำลายไขกระดูกเดิมของผู้ป่วย โดยใช้เคมีบำบัดหรือรังสี เพื่อกำจัดเซลล์ผิดปกติ และระบบภูมิคุ้มกันเดิม

  • ใส่สเต็มเซลล์ใหม่จากผู้บริจาค สเต็มเซลล์จะถูกส่งเข้าสู่ร่างกายผ่านทางหลอดเลือด

  • รอให้สเต็มเซลล์สร้างระบบเลือด และภูมิคุ้มกันใหม่ ระบบภูมิคุ้มกันชุดใหม่จะค่อย ๆ ทำงานแทนของเดิม


การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์กับผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี

ในผู้ป่วยเอชไอวี การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อรักษาเอชไอวี โดยตรง แต่เกิดจากความจำเป็นในการรักษาโรคมะเร็งหรือโรคทางโลหิตวิทยาที่เป็นอันตรายถึงชีวิต อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีพบว่า

  • ระบบภูมิคุ้มกันใหม่ที่ได้จากสเต็มเซลล์

  • มีคุณสมบัติต้านทานการติดเชื้อเอชไอวี

ส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายสามารถหยุดยาต้านไวรัสได้โดยไม่พบการกลับมาของเชื้อ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ ความหวังใหม่ในการรักษาเอชไอวีให้หายขาดในอนาคต

ภาพสื่อถึงความหวังใหม่ของผู้ติดเชื้อเอชไอวี หลังการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ที่ช่วยให้ผู้ป่วยบางรายปลอดเชื้อ
ความเชื่อมโยงระหว่างสเต็มเซลล์กับเชื้อเอชไอวี

ความเชื่อมโยงระหว่างสเต็มเซลล์กับเชื้อเอชไอวี

ความก้าวหน้าที่ทำให้วงการแพทย์เริ่มเห็นความเป็นไปได้ในการรักษาเอชไอวี ให้หายขาด มีจุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ การค้นพบบทบาทของยีน CCR5 ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการติดเชื้อของไวรัสเอชไอวี ในร่างกายมนุษย์


CCR5 คืออะไร?

CCR5 (C-C Chemokine Receptor Type 5) คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็น ตัวรับ (receptor) อยู่บนผิวของเซลล์เม็ดเลือดขาว โดยเฉพาะเซลล์ CD4 ซึ่งเป็นเซลล์หลักในระบบภูมิคุ้มกัน ในกระบวนการติดเชื้อเอชไอวี

  • ไวรัสจะจับกับเซลล์ CD4 ก่อน

  • จากนั้นใช้ CCR5 เป็นเสมือน ประตู เพื่อเข้าสู่เซลล์

  • เมื่อไวรัสเข้าสู่เซลล์ได้สำเร็จ จะเริ่มเพิ่มจำนวนและทำลายระบบภูมิคุ้มกัน

ไวรัสเอชไอวี ส่วนใหญ่ที่พบในระยะเริ่มต้นของการติดเชื้อ จำเป็นต้องใช้ CCR5 เพื่อเข้าสู่เซลล์ หากไม่มีตัวรับชนิดนี้ ไวรัสจะไม่สามารถติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การกลายพันธุ์ของยีน CCR5 (CCR5-Δ32)

ในประชากรบางกลุ่ม พบการกลายพันธุ์ของยีน CCR5 ที่เรียกว่า CCR5-Δ32 ซึ่งทำให้

  • ตัวรับ CCR5 ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

  • เชื้อเอชไอวีไม่สามารถใช้ CCR5 เป็นทางเข้าสู่เซลล์ได้

บุคคลที่มียีนกลายพันธุ์นี้

  • หากมียีน CCR5-Δ32 สองชุด จะมีความต้านทานต่อการติดเชื้อเอชไอวี ตามธรรมชาติ

  • หากมียีนกลายพันธุ์เพียงหนึ่งชุด อาจติดเชื้อได้ แต่การดำเนินโรคจะช้าลง

การค้นพบนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้แพทย์เข้าใจว่า หากระบบภูมิคุ้มกันไม่มี ประตู ให้ เชื้อเอชไอวีเข้าสู่เซลล์ ไวรัสก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้


ทำไมการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จึงช่วยให้ผู้ป่วยบางรายปลอดเชื้อเอชไอวี

ในบางกรณี ผู้ป่วยเอชไอวี ที่จำเป็นต้องรับการรักษาโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยา ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่มียีน CCR5-Δ32 ซึ่งส่งผลต่อร่างกายในหลายระดับ

  • ระบบภูมิคุ้มกันใหม่ ไม่เปิดประตู ให้ เอชไอวี หลังการปลูกถ่าย สเต็มเซลล์จากผู้บริจาคจะสร้างเม็ดเลือดขาว และระบบภูมิคุ้มกันชุดใหม่ เซลล์ภูมิคุ้มกันเหล่านี้ไม่มีตัวรับ CCR5 ที่ใช้งานได้เชื้อเอชไอวี จึงไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ และเพิ่มจำนวนได้ เปรียบเสมือนการเปลี่ยน บ้านทั้งหลัง ของไวรัส โดยตัดช่องทางการบุกรุกออกไปอย่างสิ้นเชิง

  • เซลล์ที่ติดเชื้อเดิมถูกทำลายไป ก่อนการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ผู้ป่วยจะต้องได้รับเคมีบำบัดหรือรังสี เพื่อทำลายไขกระดูก และระบบภูมิคุ้มกันเดิม กระบวนการนี้ช่วยกำจัดเซลล์จำนวนมากที่เป็นแหล่งซ่อนตัวของเชื้อเอชไอวี เมื่อแหล่งไวรัสแฝงถูกลดลงอย่างมาก โอกาสที่ไวรัสจะกลับมาเพิ่มจำนวนก็ลดลงตามไปด้วย

  • เมื่อหยุดยา ARV ไวรัสไม่สามารถกลับมาเพิ่มจำนวนได้ ในกรณีผู้ป่วยที่ประสบความสำเร็จ หลังการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ผู้ป่วยสามารถหยุดยาต้านไวรัส (ARV) ไม่พบการกลับมาของไวรัสในเลือดหรือเนื้อเยื่อ เนื่องจากไม่มีเซลล์เป้าหมายที่ไวรัสจะเข้าสู่ได้ ระบบภูมิคุ้มกันใหม่ไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของเชื้อเอชไอวี ภาวะนี้เรียกว่า HIV remission หรือ HIV cure ในทางการแพทย์


หลักการสำคัญสู่กรณี ผู้ป่วยปลอดเชื้อเอชไอวี

จากทั้งหมดนี้ สามารถสรุปหลักการสำคัญได้ว่า

  • การกำจัดแหล่งไวรัสแฝง

  • การสร้างระบบภูมิคุ้มกันใหม่ที่ต้านทานเชื้อเอชไอวี

  • การตัดช่องทางที่ไวรัสใช้เข้าสู่เซลล์

คือหัวใจของกรณี ผู้ป่วยปลอดเชื้อเอชไอวี หลังการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ซึ่งกลายเป็นหลักฐานสำคัญว่า เชื้อเอชไอวีสามารถถูกกำจัดออกจากร่างกายได้ ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม แม้แนวทางนี้ยังไม่สามารถใช้กับผู้ป่วยทุกคน แต่ได้เปิดประตูสู่ความหวังใหม่ และเป็นต้นแบบให้การวิจัยการรักษาเอชไอวีในอนาคตพัฒนาไปสู่แนวทางที่ปลอดภัย และเข้าถึงได้มากขึ้น


กรณีศึกษาผู้ป่วยปลอดเชื้อเอชไอวีที่โลกจับตามอง

  • ผู้ป่วยเบอร์ลิน (Berlin Patient) ถือเป็นกรณีแรกของโลก

    • ผู้ป่วยเอชไอวี ที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

    • ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่มียีน CCR5-Δ32

    • หยุดยา ARV แล้วไม่พบไวรัสอีกเลย

    • กรณีนี้สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการแพทย์ และเป็นหลักฐานแรกว่า เชื้อเอชไอวี สามารถกำจัดออกจากร่างกายได้

  • ผู้ป่วยลอนดอน (London Patient) หลายปีต่อมา มีรายงานผู้ป่วยรายที่สอง

    • ผลลัพธ์คล้ายกรณีแรก

    • ยืนยันว่าไม่ใช่เหตุบังเอิญ

  • ผู้ป่วยรายอื่น ๆ ในยุคหลัง มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มเติมจากหลายประเทศ

    • บางรายใช้สเต็มเซลล์จากสายสะดือ

    • บางรายใช้เทคนิคปรับภูมิคุ้มกัน

    • แม้จำนวนจะยังน้อย แต่ทุกกรณีช่วยตอกย้ำว่า แนวคิดการรักษาเอชไอวี ให้หายขาดไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป

ภาพสะท้อนความหวังของผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลกต่อความก้าวหน้าทางการแพทย์และนวัตกรรมการรักษาใหม่
ความหวังใหม่ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลก

ความหวังใหม่ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลก

การค้นพบนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทุกคนควรเข้ารับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ

  • เปลี่ยนกรอบความคิดของการรักษาเอชไอวี จากเดิมที่เชื่อว่า เอชไอวี รักษาไม่หาย สู่ความจริงใหม่ว่า เชื้อเอชไอวีสามารถกำจัดออกจากร่างกายได้ ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม

  • เปิดทางสู่การวิจัยรูปแบบใหม่

    • การตัดต่อยีน (Gene Editing)

    • การทำให้เซลล์ของผู้ป่วยเองดื้อเอชไอวี

    • การพัฒนายาที่กำจัดแหล่งไวรัสแฝง

  • ลดตราบาปทางสังคม ความหวังเรื่องการรักษา ช่วยเปลี่ยนมุมมองสังคมที่มีต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี จาก ผู้ป่วยตลอดชีวิต เป็น ผู้ที่มีโอกาสหายขาดในอนาคต


ข้อจำกัดของการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ในการรักษาเอชไอวี

แม้การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จะถูกมองว่าเป็น ความหวังใหม่ของการรักษาเอชไอวี ให้หายขาด จากกรณีผู้ป่วยปลอดเชื้อที่เกิดขึ้นจริง แต่แนวทางนี้ยังมีข้อจำกัดสำคัญหลายประการ ซึ่งทำให้ไม่สามารถนำมาใช้เป็นวิธีรักษามาตรฐานสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทั่วไปได้ในปัจจุบัน

  • ความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อน การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เป็นการรักษาที่มีความซับซ้อน และมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในขั้นตอนการทำลายไขกระดูก และระบบภูมิคุ้มกันเดิมของผู้ป่วย ซึ่งอาจก่อให้เกิด

    • การติดเชื้อรุนแรง

    • ภาวะแทรกซ้อนจากภูมิคุ้มกันใหม่

    • ความเสี่ยงต่อชีวิตในระยะสั้น และระยะยาว

    • ด้วยเหตุนี้ การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จึง ไม่เหมาะสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทั่วไป ที่สามารถควบคุมโรคได้ดีด้วยยาต้านไวรัส และมีคุณภาพชีวิตปกติ

  • ใช้เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ ในทางปฏิบัติ การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ในผู้ป่วยเอชไอวี ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อรักษาเอชไอวี โดยตรง แต่เกิดจากความจำเป็นในการรักษาโรคร้ายแรงอื่นที่คุกคามชีวิต เช่น

    • มะเร็งเม็ดเลือดขาว

    • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

    • โรคทางโลหิตวิทยาบางชนิด

    • กล่าวได้ว่า การปลอดเชื้อเอชไอวี ที่เกิดขึ้น เป็นผลลัพธ์ พลอยได้ จากการรักษาโรคหลัก มากกว่าการตั้งใจรักษาเอชไอวี โดยเฉพาะ

  • ผู้บริจาคที่เหมาะสมหาได้ยากมาก หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดเชื้อเอชไอวี คือ การได้รับสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่มียีน CCR5-Δ32 อย่างไรก็ตาม

    • การกลายพันธุ์ CCR5-Δ32 พบได้ในประชากรโลกเพียงส่วนน้อยมาก

    • พบมากในบางกลุ่มเชื้อชาติเท่านั้น

    • การหาผู้บริจาคที่เข้ากันได้ทั้งด้านเนื้อเยื่อ และยีนจึงเป็นเรื่องยากมาก

    • ข้อจำกัดนี้ทำให้แนวทางดังกล่าว ไม่สามารถขยายผลในวงกว้างได้


อนาคตการรักษาเอชไอวีหลังบทเรียนจากสเต็มเซลล์

แม้การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จะยังไม่ใช่คำตอบสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคน แต่บทเรียนจากกรณีผู้ป่วยปลอดเชื้อได้มอบ แผนที่สำคัญ ให้กับวงการแพทย์ในการพัฒนาการรักษาในอนาคต


แทนที่จะมุ่งเน้นที่การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์โดยตรง นักวิจัยได้นำหลักการสำคัญจากความสำเร็จเหล่านี้ไปต่อยอดสู่แนวทางใหม่ที่ปลอดภัย และเข้าถึงได้มากกว่า

ภาพแสดงแนวทางการรักษาเอชไอวีที่กำลังพัฒนา เช่น การตัดต่อยีน วัคซีนรักษา และเทคโนโลยีชีวการแพทย์สมัยใหม่
แนวทางการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีที่กำลังพัฒนา

แนวทางการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีที่กำลังพัฒนา

  • การตัดต่อยีน CCR5 ในเซลล์ของผู้ป่วยเอง นักวิจัยกำลังศึกษาการใช้เทคโนโลยีตัดต่อยีน เพื่อ

ปิดการทำงานของยีน CCR5 ในเซลล์ของผู้ป่วย ทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันไม่เปิดทางให้เชื้อเอชไอวีเข้าสู่เซลล์แนวทางนี้มีเป้าหมายเพื่อเลียนแบบผลลัพธ์ของการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ โดยไม่ต้องพึ่งผู้บริจาค

  • วัคซีนรักษา (Therapeutic Vaccine) แตกต่างจากวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ วัคซีนรักษามุ่งกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของผู้ติดเชื้อ ให้สามารถควบคุมหรือกำจัดเซลล์ที่มีไวรัสแฝงอยู่ หากประสบความสำเร็จ อาจช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถหยุดยาต้านไวรัสได้โดยไม่เกิดการกลับมาของไวรัส

  • ยาที่มุ่งทำลายไวรัสแฝง (Shock and Kill / Block and Lock) เนื่องจากแหล่งไวรัสแฝงเป็นอุปสรรคสำคัญ นักวิจัยจึงพัฒนาแนวคิด

    • Shock and Kill: กระตุ้นไวรัสที่ซ่อนอยู่ให้แสดงตัว แล้วกำจัดด้วยยา และภูมิคุ้มกัน

    • Block and Lock: ปิดกั้นไวรัสไม่ให้ตื่นขึ้นมาเพิ่มจำนวนอีก

    • ทั้งสองแนวทางมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การกำจัดหรือควบคุมไวรัสแฝงอย่างถาวร


ความหมายต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี อย่างเป็นระบบ

  • ผู้ติดเชื้อสามารถเข้าถึงยาต้านไวรัส (ARV) ได้ฟรี

  • แนวคิด U=U (ตรวจไม่พบ = ไม่แพร่เชื้อ) ได้รับการยอมรับในระดับสังคม และสาธารณสุข

ความก้าวหน้าด้านสเต็มเซลล์จึง ไม่ได้เข้ามาแทนที่ระบบการรักษาเดิม แต่ทำหน้าที่เป็น ความหวังระยะยาว ที่ช่วยเสริมพลังใจ ลดความสิ้นหวัง และลดตราบาปต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในขณะที่ผู้ติดเชื้อยังคงสามารถมีชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ในปัจจุบัน


กรณีผู้ป่วยที่ปลอดเชื้อเอชไอวี หลังการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มนุษย์มีศักยภาพในการเอาชนะไวรัสชนิดนี้ได้ด้วยพลังของวิทยาศาสตร์ ความพยายามอย่างไม่ย่อท้อของนักวิจัย และความร่วมมือจากนานาประเทศ แม้ในปัจจุบันแนวทางดังกล่าวยังไม่สามารถนำมาใช้กับผู้ติดเชื้อทุกคนได้ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง และข้อจำกัดทางการแพทย์หลายประการ แต่ความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้จุดประกายความหวังครั้งสำคัญให้กับวงการแพทย์ทั่วโลก ว่าวันหนึ่งองค์ความรู้จากกรณีเหล่านี้อาจนำไปสู่การพัฒนาวิธีรักษาที่ปลอดภัย เข้าถึงได้ และเหมาะสมกับผู้ป่วยในวงกว้าง และเมื่อถึงวันนั้น การติดเชื้อเอชไอวีอาจไม่ใช่โรคเรื้อรังที่ต้องอยู่กับมนุษย์ไปตลอดชีวิตอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้จริงในอนาคต


เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). HIV cure research and stem cell transplantation. ข้อมูลแนวทางและความก้าวหน้าการวิจัยการรักษาเอชไอวี รวมถึงกรณีผู้ป่วยปลอดเชื้อจากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/teams/global-hiv-hepatitis-and-stis-programmes/hiv/research

  • National Institutes of Health (NIH). HIV remission following stem cell transplantation. รายงานกรณีศึกษาผู้ป่วยเอชไอวีที่เข้าสู่ภาวะปลอดเชื้อหลังการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์และหยุดยาต้านไวรัส. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.nih.gov/news-events/news-releases

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HIV treatment and ongoing research. ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการรักษาเอชไอวี กลไกการติดเชื้อ และทิศทางการวิจัยเพื่อการรักษาในอนาคต. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ความรู้เรื่องเอชไอวีและแนวทางการรักษาในประเทศไทย. ข้อมูลพื้นฐาน HIV การรักษาด้วยยาต้านไวรัส และทิศทางนโยบายด้านสาธารณสุข. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th

  • PubMed (National Library of Medicine).HIV-1 remission after CCR5Δ32 stem cell transplantation. ฐานข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวกับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์และการปลอดเชื้อ HIV. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov

Comments


12 Terry Francine St.

San Francisco, CA 94158

Opening Hours

Mon - Fri

8:00 am – 8:00 pm

Saturday

9:00 am – 7:00 pm

​Sunday

9:00 am – 9:00 pm

bottom of page