ความหวังใหม่ของผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยปลอดเชื้อหลังปลูกถ่ายสเต็มเซลล์
- Siri Writer
- 4 days ago
- 3 min read
Updated: 3 minutes ago
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เอชไอวี (HIV) ถูกมองว่าเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ผู้ติดเชื้อต้องรับประทานยาต้านไวรัส ARV ไปตลอดชีวิต แม้ยาจะช่วยควบคุมปริมาณไวรัสจนตรวจไม่พบ และทำให้ผู้ติดเชื้อมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงคนทั่วไป แต่คำว่า ปลอดเชื้อ หรือ หายขาด ยังคงเป็นเพียงความหวังที่อยู่ไกลเกินเอื้อม
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการแพทย์ทั่วโลกเริ่มจับตามอง กรณีผู้ป่วยเอชไอวี ที่ปลอดเชื้อหลังการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ (Stem Cell Transplantation) ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญที่อาจเปลี่ยนอนาคตของการรักษาเอชไอวี ไปตลอดกาล

HIV คืออะไร?
HIV (Human Immunodeficiency Virus) คือ ไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยมีเป้าหมายหลักคือ เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องกันเชื้อโรค และควบคุมการทำงานของภูมิคุ้มกัน เมื่อจำนวนเซลล์ CD4 ลดลงอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะอ่อนแอ และไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม การติดเชื้อเอชไอวีอาจพัฒนาไปสู่ระยะสุดท้ายที่เรียกว่า โรคเอดส์ (AIDS: Acquired Immunodeficiency Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส และโรคร้ายแรงต่าง ๆ
แม้ในปัจจุบันจะมียาต้านไวรัส ARV ที่ช่วยควบคุมปริมาณไวรัสในร่างกายจนตรวจไม่พบ และทำให้ผู้ติดเชื้อมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงคนทั่วไป แต่เชื้อเอชไอวียังคงเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญหลายประการ
เหตุผลที่การติดเชื้อเอชไอวี รักษาให้หายขาดได้ยาก
ไวรัสแฝงตัวในเซลล์ (Latent Reservoir) หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่สุดของการรักษาเอชไอวี คือความสามารถของไวรัสในการ ซ่อนตัวอยู่ในเซลล์ภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเซลล์ CD4 ในรูปแบบที่เรียกว่า แหล่งไวรัสแฝง (latent reservoir)
ในระยะนี้ ไวรัสจะไม่เพิ่มจำนวน และไม่แสดงอาการ ทำให้
ยาต้านไวรัสไม่สามารถตรวจจับหรือกำจัดได้
ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถรับรู้การมีอยู่ของไวรัส
แม้ผู้ติดเชื้อจะรับประทานยาต้านไวรัส ARV อย่างสม่ำเสมอจนตรวจไม่พบเชื้อในกระแสเลือด แต่ไวรัสที่แฝงตัวอยู่เหล่านี้ยังคงอยู่ในร่างกาย และเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถกำจัดเชื้อเอชไอวี ให้หมดไปได้
หยุดยา = ไวรัสกลับมาเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ยาต้านไวรัสเอชไอวี มีหน้าที่ ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส แต่ไม่ได้ฆ่าไวรัสให้หมดจากร่างกาย เมื่อผู้ติดเชื้อหยุดรับประทานยา
ไวรัสที่แฝงตัวอยู่จะ ตื่นขึ้น
เริ่มเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว
ปริมาณไวรัสในเลือดจะสูงขึ้นภายในเวลาไม่นาน
นี่คือเหตุผลที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี จำเป็นต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อควบคุมโรค และป้องกันการกลับมาของไวรัส
การกลายพันธุ์ของไวรัสเอชไอวี เชื้อเอชไอวีเป็นไวรัสที่มี อัตราการกลายพันธุ์สูงมาก ในระหว่างการเพิ่มจำนวน ทำให้
ไวรัสสามารถปรับตัวเพื่อหลบหลีกยา
อาจเกิดภาวะดื้อยาหากรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ
การพัฒนายาที่กำจัดไวรัสให้หมดจึงเป็นเรื่องซับซ้อน
คุณสมบัตินี้ทำให้ เชื้อเอชไอวี เป็นหนึ่งในไวรัสที่จัดการได้ยากที่สุดในทางการแพทย์
การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ คืออะไร?
สเต็มเซลล์ (Stem Cells) คือ เซลล์ต้นกำเนิดที่มีคุณสมบัติพิเศษ สามารถแบ่งตัว และพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น เซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด
การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์มักใช้ในการรักษาโรคร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับระบบเลือด และภูมิคุ้มกัน เช่น
มะเร็งเม็ดเลือดขาว
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
โรคทางโลหิตวิทยาบางชนิด
กระบวนการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์
ทำลายไขกระดูกเดิมของผู้ป่วย โดยใช้เคมีบำบัดหรือรังสี เพื่อกำจัดเซลล์ผิดปกติ และระบบภูมิคุ้มกันเดิม
ใส่สเต็มเซลล์ใหม่จากผู้บริจาค สเต็มเซลล์จะถูกส่งเข้าสู่ร่างกายผ่านทางหลอดเลือด
รอให้สเต็มเซลล์สร้างระบบเลือด และภูมิคุ้มกันใหม่ ระบบภูมิคุ้มกันชุดใหม่จะค่อย ๆ ทำงานแทนของเดิม
การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์กับผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี
ในผู้ป่วยเอชไอวี การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อรักษาเอชไอวี โดยตรง แต่เกิดจากความจำเป็นในการรักษาโรคมะเร็งหรือโรคทางโลหิตวิทยาที่เป็นอันตรายถึงชีวิต อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีพบว่า
ระบบภูมิคุ้มกันใหม่ที่ได้จากสเต็มเซลล์
มีคุณสมบัติต้านทานการติดเชื้อเอชไอวี
ส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายสามารถหยุดยาต้านไวรัสได้โดยไม่พบการกลับมาของเชื้อ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ ความหวังใหม่ในการรักษาเอชไอวีให้หายขาดในอนาคต

ความเชื่อมโยงระหว่างสเต็มเซลล์กับเชื้อเอชไอวี
ความก้าวหน้าที่ทำให้วงการแพทย์เริ่มเห็นความเป็นไปได้ในการรักษาเอชไอวี ให้หายขาด มีจุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ การค้นพบบทบาทของยีน CCR5 ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการติดเชื้อของไวรัสเอชไอวี ในร่างกายมนุษย์
CCR5 คืออะไร?
CCR5 (C-C Chemokine Receptor Type 5) คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็น ตัวรับ (receptor) อยู่บนผิวของเซลล์เม็ดเลือดขาว โดยเฉพาะเซลล์ CD4 ซึ่งเป็นเซลล์หลักในระบบภูมิคุ้มกัน ในกระบวนการติดเชื้อเอชไอวี
ไวรัสจะจับกับเซลล์ CD4 ก่อน
จากนั้นใช้ CCR5 เป็นเสมือน ประตู เพื่อเข้าสู่เซลล์
เมื่อไวรัสเข้าสู่เซลล์ได้สำเร็จ จะเริ่มเพิ่มจำนวนและทำลายระบบภูมิคุ้มกัน
ไวรัสเอชไอวี ส่วนใหญ่ที่พบในระยะเริ่มต้นของการติดเชื้อ จำเป็นต้องใช้ CCR5 เพื่อเข้าสู่เซลล์ หากไม่มีตัวรับชนิดนี้ ไวรัสจะไม่สามารถติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การกลายพันธุ์ของยีน CCR5 (CCR5-Δ32)
ในประชากรบางกลุ่ม พบการกลายพันธุ์ของยีน CCR5 ที่เรียกว่า CCR5-Δ32 ซึ่งทำให้
ตัวรับ CCR5 ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
เชื้อเอชไอวีไม่สามารถใช้ CCR5 เป็นทางเข้าสู่เซลล์ได้
บุคคลที่มียีนกลายพันธุ์นี้
หากมียีน CCR5-Δ32 สองชุด จะมีความต้านทานต่อการติดเชื้อเอชไอวี ตามธรรมชาติ
หากมียีนกลายพันธุ์เพียงหนึ่งชุด อาจติดเชื้อได้ แต่การดำเนินโรคจะช้าลง
การค้นพบนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้แพทย์เข้าใจว่า หากระบบภูมิคุ้มกันไม่มี ประตู ให้ เชื้อเอชไอวีเข้าสู่เซลล์ ไวรัสก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้
ทำไมการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จึงช่วยให้ผู้ป่วยบางรายปลอดเชื้อเอชไอวี
ในบางกรณี ผู้ป่วยเอชไอวี ที่จำเป็นต้องรับการรักษาโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยา ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่มียีน CCR5-Δ32 ซึ่งส่งผลต่อร่างกายในหลายระดับ
ระบบภูมิคุ้มกันใหม่ ไม่เปิดประตู ให้ เอชไอวี หลังการปลูกถ่าย สเต็มเซลล์จากผู้บริจาคจะสร้างเม็ดเลือดขาว และระบบภูมิคุ้มกันชุดใหม่ เซลล์ภูมิคุ้มกันเหล่านี้ไม่มีตัวรับ CCR5 ที่ใช้งานได้เชื้อเอชไอวี จึงไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ และเพิ่มจำนวนได้ เปรียบเสมือนการเปลี่ยน บ้านทั้งหลัง ของไวรัส โดยตัดช่องทางการบุกรุกออกไปอย่างสิ้นเชิง
เซลล์ที่ติดเชื้อเดิมถูกทำลายไป ก่อนการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ผู้ป่วยจะต้องได้รับเคมีบำบัดหรือรังสี เพื่อทำลายไขกระดูก และระบบภูมิคุ้มกันเดิม กระบวนการนี้ช่วยกำจัดเซลล์จำนวนมากที่เป็นแหล่งซ่อนตัวของเชื้อเอชไอวี เมื่อแหล่งไวรัสแฝงถูกลดลงอย่างมาก โอกาสที่ไวรัสจะกลับมาเพิ่มจำนวนก็ลดลงตามไปด้วย
เมื่อหยุดยา ARV ไวรัสไม่สามารถกลับมาเพิ่มจำนวนได้ ในกรณีผู้ป่วยที่ประสบความสำเร็จ หลังการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ผู้ป่วยสามารถหยุดยาต้านไวรัส (ARV) ไม่พบการกลับมาของไวรัสในเลือดหรือเนื้อเยื่อ เนื่องจากไม่มีเซลล์เป้าหมายที่ไวรัสจะเข้าสู่ได้ ระบบภูมิคุ้มกันใหม่ไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของเชื้อเอชไอวี ภาวะนี้เรียกว่า HIV remission หรือ HIV cure ในทางการแพทย์
หลักการสำคัญสู่กรณี ผู้ป่วยปลอดเชื้อเอชไอวี
จากทั้งหมดนี้ สามารถสรุปหลักการสำคัญได้ว่า
การกำจัดแหล่งไวรัสแฝง
การสร้างระบบภูมิคุ้มกันใหม่ที่ต้านทานเชื้อเอชไอวี
การตัดช่องทางที่ไวรัสใช้เข้าสู่เซลล์
คือหัวใจของกรณี ผู้ป่วยปลอดเชื้อเอชไอวี หลังการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ซึ่งกลายเป็นหลักฐานสำคัญว่า เชื้อเอชไอวีสามารถถูกกำจัดออกจากร่างกายได้ ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม แม้แนวทางนี้ยังไม่สามารถใช้กับผู้ป่วยทุกคน แต่ได้เปิดประตูสู่ความหวังใหม่ และเป็นต้นแบบให้การวิจัยการรักษาเอชไอวีในอนาคตพัฒนาไปสู่แนวทางที่ปลอดภัย และเข้าถึงได้มากขึ้น
กรณีศึกษาผู้ป่วยปลอดเชื้อเอชไอวีที่โลกจับตามอง
ผู้ป่วยเบอร์ลิน (Berlin Patient) ถือเป็นกรณีแรกของโลก
ผู้ป่วยเอชไอวี ที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว
ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่มียีน CCR5-Δ32
หยุดยา ARV แล้วไม่พบไวรัสอีกเลย
กรณีนี้สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการแพทย์ และเป็นหลักฐานแรกว่า เชื้อเอชไอวี สามารถกำจัดออกจากร่างกายได้
ผู้ป่วยลอนดอน (London Patient) หลายปีต่อมา มีรายงานผู้ป่วยรายที่สอง
ผลลัพธ์คล้ายกรณีแรก
ยืนยันว่าไม่ใช่เหตุบังเอิญ
ผู้ป่วยรายอื่น ๆ ในยุคหลัง มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มเติมจากหลายประเทศ
บางรายใช้สเต็มเซลล์จากสายสะดือ
บางรายใช้เทคนิคปรับภูมิคุ้มกัน
แม้จำนวนจะยังน้อย แต่ทุกกรณีช่วยตอกย้ำว่า แนวคิดการรักษาเอชไอวี ให้หายขาดไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป

ความหวังใหม่ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลก
การค้นพบนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทุกคนควรเข้ารับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ
เปลี่ยนกรอบความคิดของการรักษาเอชไอวี จากเดิมที่เชื่อว่า เอชไอวี รักษาไม่หาย สู่ความจริงใหม่ว่า เชื้อเอชไอวีสามารถกำจัดออกจากร่างกายได้ ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม
เปิดทางสู่การวิจัยรูปแบบใหม่
การตัดต่อยีน (Gene Editing)
การทำให้เซลล์ของผู้ป่วยเองดื้อเอชไอวี
การพัฒนายาที่กำจัดแหล่งไวรัสแฝง
ลดตราบาปทางสังคม ความหวังเรื่องการรักษา ช่วยเปลี่ยนมุมมองสังคมที่มีต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี จาก ผู้ป่วยตลอดชีวิต เป็น ผู้ที่มีโอกาสหายขาดในอนาคต
ข้อจำกัดของการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ในการรักษาเอชไอวี
แม้การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จะถูกมองว่าเป็น ความหวังใหม่ของการรักษาเอชไอวี ให้หายขาด จากกรณีผู้ป่วยปลอดเชื้อที่เกิดขึ้นจริง แต่แนวทางนี้ยังมีข้อจำกัดสำคัญหลายประการ ซึ่งทำให้ไม่สามารถนำมาใช้เป็นวิธีรักษามาตรฐานสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทั่วไปได้ในปัจจุบัน
ความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อน การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เป็นการรักษาที่มีความซับซ้อน และมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในขั้นตอนการทำลายไขกระดูก และระบบภูมิคุ้มกันเดิมของผู้ป่วย ซึ่งอาจก่อให้เกิด
การติดเชื้อรุนแรง
ภาวะแทรกซ้อนจากภูมิคุ้มกันใหม่
ความเสี่ยงต่อชีวิตในระยะสั้น และระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จึง ไม่เหมาะสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทั่วไป ที่สามารถควบคุมโรคได้ดีด้วยยาต้านไวรัส และมีคุณภาพชีวิตปกติ
ใช้เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ ในทางปฏิบัติ การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ในผู้ป่วยเอชไอวี ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อรักษาเอชไอวี โดยตรง แต่เกิดจากความจำเป็นในการรักษาโรคร้ายแรงอื่นที่คุกคามชีวิต เช่น
มะเร็งเม็ดเลือดขาว
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
โรคทางโลหิตวิทยาบางชนิด
กล่าวได้ว่า การปลอดเชื้อเอชไอวี ที่เกิดขึ้น เป็นผลลัพธ์ พลอยได้ จากการรักษาโรคหลัก มากกว่าการตั้งใจรักษาเอชไอวี โดยเฉพาะ
ผู้บริจาคที่เหมาะสมหาได้ยากมาก หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดเชื้อเอชไอวี คือ การได้รับสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่มียีน CCR5-Δ32 อย่างไรก็ตาม
การกลายพันธุ์ CCR5-Δ32 พบได้ในประชากรโลกเพียงส่วนน้อยมาก
พบมากในบางกลุ่มเชื้อชาติเท่านั้น
การหาผู้บริจาคที่เข้ากันได้ทั้งด้านเนื้อเยื่อ และยีนจึงเป็นเรื่องยากมาก
ข้อจำกัดนี้ทำให้แนวทางดังกล่าว ไม่สามารถขยายผลในวงกว้างได้
อนาคตการรักษาเอชไอวีหลังบทเรียนจากสเต็มเซลล์
แม้การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จะยังไม่ใช่คำตอบสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกคน แต่บทเรียนจากกรณีผู้ป่วยปลอดเชื้อได้มอบ แผนที่สำคัญ ให้กับวงการแพทย์ในการพัฒนาการรักษาในอนาคต
แทนที่จะมุ่งเน้นที่การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์โดยตรง นักวิจัยได้นำหลักการสำคัญจากความสำเร็จเหล่านี้ไปต่อยอดสู่แนวทางใหม่ที่ปลอดภัย และเข้าถึงได้มากกว่า

แนวทางการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีที่กำลังพัฒนา
การตัดต่อยีน CCR5 ในเซลล์ของผู้ป่วยเอง นักวิจัยกำลังศึกษาการใช้เทคโนโลยีตัดต่อยีน เพื่อ
ปิดการทำงานของยีน CCR5 ในเซลล์ของผู้ป่วย ทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกันไม่เปิดทางให้เชื้อเอชไอวีเข้าสู่เซลล์แนวทางนี้มีเป้าหมายเพื่อเลียนแบบผลลัพธ์ของการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ โดยไม่ต้องพึ่งผู้บริจาค
วัคซีนรักษา (Therapeutic Vaccine) แตกต่างจากวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ วัคซีนรักษามุ่งกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของผู้ติดเชื้อ ให้สามารถควบคุมหรือกำจัดเซลล์ที่มีไวรัสแฝงอยู่ หากประสบความสำเร็จ อาจช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถหยุดยาต้านไวรัสได้โดยไม่เกิดการกลับมาของไวรัส
ยาที่มุ่งทำลายไวรัสแฝง (Shock and Kill / Block and Lock) เนื่องจากแหล่งไวรัสแฝงเป็นอุปสรรคสำคัญ นักวิจัยจึงพัฒนาแนวคิด
Shock and Kill: กระตุ้นไวรัสที่ซ่อนอยู่ให้แสดงตัว แล้วกำจัดด้วยยา และภูมิคุ้มกัน
Block and Lock: ปิดกั้นไวรัสไม่ให้ตื่นขึ้นมาเพิ่มจำนวนอีก
ทั้งสองแนวทางมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การกำจัดหรือควบคุมไวรัสแฝงอย่างถาวร
ความหมายต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย
ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี อย่างเป็นระบบ
ผู้ติดเชื้อสามารถเข้าถึงยาต้านไวรัส (ARV) ได้ฟรี
แนวคิด U=U (ตรวจไม่พบ = ไม่แพร่เชื้อ) ได้รับการยอมรับในระดับสังคม และสาธารณสุข
ความก้าวหน้าด้านสเต็มเซลล์จึง ไม่ได้เข้ามาแทนที่ระบบการรักษาเดิม แต่ทำหน้าที่เป็น ความหวังระยะยาว ที่ช่วยเสริมพลังใจ ลดความสิ้นหวัง และลดตราบาปต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในขณะที่ผู้ติดเชื้อยังคงสามารถมีชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ในปัจจุบัน
กรณีผู้ป่วยที่ปลอดเชื้อเอชไอวี หลังการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มนุษย์มีศักยภาพในการเอาชนะไวรัสชนิดนี้ได้ด้วยพลังของวิทยาศาสตร์ ความพยายามอย่างไม่ย่อท้อของนักวิจัย และความร่วมมือจากนานาประเทศ แม้ในปัจจุบันแนวทางดังกล่าวยังไม่สามารถนำมาใช้กับผู้ติดเชื้อทุกคนได้ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง และข้อจำกัดทางการแพทย์หลายประการ แต่ความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้จุดประกายความหวังครั้งสำคัญให้กับวงการแพทย์ทั่วโลก ว่าวันหนึ่งองค์ความรู้จากกรณีเหล่านี้อาจนำไปสู่การพัฒนาวิธีรักษาที่ปลอดภัย เข้าถึงได้ และเหมาะสมกับผู้ป่วยในวงกว้าง และเมื่อถึงวันนั้น การติดเชื้อเอชไอวีอาจไม่ใช่โรคเรื้อรังที่ต้องอยู่กับมนุษย์ไปตลอดชีวิตอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้จริงในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization (WHO). HIV cure research and stem cell transplantation. ข้อมูลแนวทางและความก้าวหน้าการวิจัยการรักษาเอชไอวี รวมถึงกรณีผู้ป่วยปลอดเชื้อจากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/teams/global-hiv-hepatitis-and-stis-programmes/hiv/research
National Institutes of Health (NIH). HIV remission following stem cell transplantation. รายงานกรณีศึกษาผู้ป่วยเอชไอวีที่เข้าสู่ภาวะปลอดเชื้อหลังการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์และหยุดยาต้านไวรัส. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.nih.gov/news-events/news-releases
Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HIV treatment and ongoing research. ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการรักษาเอชไอวี กลไกการติดเชื้อ และทิศทางการวิจัยเพื่อการรักษาในอนาคต. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ความรู้เรื่องเอชไอวีและแนวทางการรักษาในประเทศไทย. ข้อมูลพื้นฐาน HIV การรักษาด้วยยาต้านไวรัส และทิศทางนโยบายด้านสาธารณสุข. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
PubMed (National Library of Medicine).HIV-1 remission after CCR5Δ32 stem cell transplantation. ฐานข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวกับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์และการปลอดเชื้อ HIV. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov



Comments